บทเรียนยิ่งใหญ่ที่คุณสามารถเรียนได้จากคนที่รวยที่สุดในโลก Warren Buffet

บทเรียนยิ่งใหญ่ที่คุณสามารถเรียนได้จากคนที่รวยที่สุดในโลก Warren Buffet

บทเรียนยิ่งใหญ่ที่คุณสามารถเรียนได้จากคนที่รวยที่สุดในโลก Warren Buffet

15 มิถุนายน 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

เมื่อมาถึงจุดที่คุณออกแบบชีวิตของตัวคุณ มีความคิดหนึ่งที่ผมมักจะกลับมาคิดทวนซ้ำ ๆ นั่นคือ

ถ้าคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จ วิธีที่เร็วที่สุดคือ การมีแบบอย่างและเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จคนอื่น ๆ ดูง่ายใช่ไหมล่ะ?

แล้วทำไมคุณต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยล่ะ!? มีอีกหลายคนข้างนอกที่ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่แล้วในแบบที่คุณอยากมี แล้วทำไมคุณไม่ลองทำตามพวกเขาดูล่ะ?! เพราะนี่แหละถึงทำให้ผมรักบทเรียนจาก Warren Buffett และถ้าคุณไม่ยังค่อยรู้จัก Warren เขาคือชายอายุ 86 ปีและเป็น CEO ของ Berkshire Hathaway Inc. ชายผู้มีทรัพย์สินมูลค่าอยู่ที่ราว ๆ 75.6 พันล้านดอลลาห์ (24,192 พันล้านบาท)  และไม่ ผมไม่ได้พิมพ์ผิด!

Warren Buffett ไม่ใช่แค่เศรษฐีพันล้าน เขาคือคนที่รวยที่สุดในโลก! ชัดเจนว่า มีอีกหลายอย่างที่ทุกคนนั้นสามารถเรียนจากเขาได้และคนที่ประสบความสำเร็จคนอื่น แม้กระทั้งผม เรามาเริ่มบทเรียนนี้ด้วยคำถามว่า…

ถ้าคุณจะเลือกรถสักคันที่จะอยู่กับคุณไปชั่วชีวิต คุณจะเลือกรถคันไหน?

 นี่เป็นข้อคิดจาก Warren Buffett ที่อยู่บนโลกออนไลน์ ผมคิดว่าทุกคนควรอ่าน มันเริ่มแบบนี้

ตอนผมอายุได้ 16 ผมมีอยู่แค่สองอย่างอยู่ในหัวผม นั่นคือ ผู้หญิงและรถ ผมไม่ถนัดกับเรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ ดังนั้นผมจึงคิดเกี่ยวกับรถ เพราะผมมีโชคเกี่ยวกับรถมากกว่าผู้หญิง สมมุติว่าเมื่อผมอายุ 16 มีจินนี่ปรากฏตัวต่อหน้าผม และจินนี่ก็พูดว่า “Warren ข้าจะให้รถอย่างดั่งที่เจ้าปรารถนา พรุ่งนี้เช้ารถรุ่นล่าสุด จะมาถึงที่นี่พร้อมโบว์อันใหญ่ และทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้า ผมได้ยินที่จินนี่พูด และผมก็พูดว่า แลกกับอะไร

จินนี่บอกว่า “แลกกับสิ่งเดียว นี่จะเป็นรถคันสุดท้ายในชีวิตของเจ้า ใช้มันไปตลอดชั่วชีวิต

ถ้านั่นเกิดขึ้นละก็ ผมอาจเลือกรถคันนั้น แต่คุณสามารถจินตนาการได้ไหม รู้ว่าคุณต้องใช้มันไปชั่วชีวิต และผมควรจะทำอะไรกับมันดีล่ะ?

ผมก็จะอ่านคู่มือประมาณ 5 นาที และก็เก็บอะไหล่เอาไว้ตลอด ถ้ามันมีรอยขูดขีด ผมก็จะซ่อมมันทันทีเพราะว่าผมไม่อยากให้มันขึ้นสนิม ผมจะดูแลรถคันนี้ เพราะมันคือรถที่จะอยู่ไปตลอดช่วงชีวิตผม นั่นเปรียบเสมือน จิตใจและร่างกายของคุณ คุณมีแค่จิตใจและร่างกายเดียว และมันจะอยู่กับคุณไปชั่วชีวิต ตอนนี้มันง่ายที่จะขับมันไปเรื่อย ๆเป็นเวลาหลายปี แต่ถ้าหากคุณไม่ดูแลร่างกายและจิตใจ มันก็จะเสื่อมสภาพในอีก 40 ปีต่อมา  ดังนั้นสิ่งที่คุณทำในวันเวลานี้จะเป็นตัวกำหนดว่าจิตใจและร่างกายของคุณจะทำงานอย่างไรในอีก สิบปี ยี่สิบปีและสามสิบปีจากนี้

– Warren Buffett 

ตอนนี้คุณก็อ่านข้อคิดของ Warren Buffett ไปแล้ว ผมอยากให้คุณคิดพิจารณาสักครู่…

คุณจะดำเนินชีวิตที่คุณรู้ว่าคุณมีเพียงแค่ชีวิตเดียวอย่างไร?

คุณได้ตั้งเป้าหมายและลงมือทำเพื่อสนับสนุนให้คุณไปถึงเป้าหมายในชีวิตของคุณหรือไม่?

คุณได้จัดสรรเวลาให้กับสิ่งสำคัญกับคุณในชีวิตของคุณหรือไม่?

หรือคุณเพียงแค่ปล่อยให้ชีวิตของคุณผ่านไป โดยไม่มีจุดหมาย?

 มองเข้าไปข้างในหัวใจของคุณ – ซื่อสัตย์กับตัวคุณ

มีอะไรที่คุณต้องการเอาชนะหรือไม่? คุณกำลังละเลยความสำคัญกับจิตใจ สุขภาพ ความสัมพันธ์หรือเวลาพักผ่อนของคุณ? การที่คุณประสบความสำเร็จนั้นคือสิ่งเดียวในความคิดคุณหรือ? เพราะการประสบความสำเร็จไม่ได้หมายถึงเงินเสมอไป

เงินที่ไร้สุขภาพนั้นไร้ค่า  เงินที่ทำให้คุณมีสายสัมพันธ์ที่ไม่ดีจะทำให้คุณโดดเดี่ยว อย่าลืมว่าอะไรสำคัญสำหรับคุณอย่างแท้จริงและอย่าลืมว่าคุณนั้นอยู่บนโลกในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้นให้แน่ใจว่าคุณดูแลตัวเองอย่างเต็มที่ เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่รวมกันเป็นสังคม เราทุกคนทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน และยิ่งคุณรู้สิ่งนี้เร็วเท่าไรคุณก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น  จริงหรือจริง! (True or true)

นี่คือวีธิที่ผมสร้างชีวิตที่ดีที่สุดของผมที่เต็มไปด้วยความสมดุลของความสุขและสำเร็จ

เพื่อน นายไม่ได้ตัวคนเดียว เป็นเวลานานแล้ว ผมไม่ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผมในขณะที่ทำงานไปพร้อมๆกัน

ธุรกิจของผมนั้นพุ่งขึ้นแต่สุขภาพผมและความสัมพันธ์นั้นแย่ลง จากนั้นสุขภาพผมและความสัมพันธ์ก็ดีขึ้น แต่หลายครั้งธุรกิจนั้นมีปัญหาและผมก็ไม่มีเวลาให้ตัวเอง คุณเห็นความเกี่ยวข้องไหม?

ดังนั้นผมถามตัวเองเพื่อค้นหาสิ่งที่สำคัญสำหรับผม ผมสามารถเริ่มจัดลำดับความสำคัญ สิ่งที่จะทำให้ “รถ” ของผมมีอายุตลอดชั่วชีวิตของผม

ผมถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆแต่ทรงพลังเช่น

ผมต้องการอะไรกันแน่?

ทำไมผมถึงยังไม่มีมัน?

แล้วมันจะเป็นยังไงหรือรู้สึกยังไงถ้าผมได้ในสิ่งที่ผมพูด?

แล้วผมต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะได้ในสิ่งที่พูด?

ผมยังคงถามคำถามแบบนี้ในทุกเรื่องของชีวิต เช่น เงินของผม ธุรกิจของผม สุขภาพของผม ความสัมพันธ์ของผม และอื่น ๆ ตอนนี้คำถามเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคำถามทั่วไป แต่ผมขอให้คุณถามคำถามเดียวกันนี้กับตัวคุณเองและใช้เวลาในการคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตของคุณเพราะเมื่อคุณค้นพบสิ่งที่สำคัญกับคุณอย่างแท้จริง สิ่งต่าง ๆเหล่านั้นจะสนับสนุนร่างกายและจิตใจตลอดชีวิตของคุณ เมื่อนั้นเส้นทางสู่การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดของคุณจะชัดเจนยิ่งขึ้น และนั่นแหละคือ พลังที่อยู่เบื้องหลังความชัดเจน!

ความชัดเจนนำพาชีวิตสู่พลัง และพลังคือความสามารถที่จะลงมือทำ

ตอนนี้สุขภาพของผมดีเยี่ยม ความสัมพันธ์ก็เยี่ยม ธุรกิจก็เยี่ยม และมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้นมากกว่าที่ผมเคยจินตนาการ   ดีหรือดี? (Good or good?)

.

หากคุณอยากเปลี่ยน Mindset และพฤติกรรมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า พร้อมเรียนรู้เทคนิคการสร้างความสำเร็จทางชีวิตและการเงิน ทางเราขอแนะนำ สัมมนา Millionaire Mind Intensive สัมมนาที่อัดแน่นด้วยความรู้ ประสบการณ์ และเคล็ดลับตลอด 3 วัน ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการเงินของคุณไปตลอดกาล >> สนใจกด Banner ด้านล่างได้เลย!

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

12 ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

12 ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

12 ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

30 พฤษภาคม 2568 | เขียนโดย Pan Pho Team. –  ใช้เวลาในการอ่านประมาณ 10 นาที

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินในบัญชีธนาคาร แต่เกิดจาก “ความคิดและการกระทำ” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที ฮาร์ฟ เอคเคอร์ ผู้เขียนหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “เราสามารถเลือกที่จะเป็นคนรวยหรือเลือกที่จะเป็นเหยื่อของความยากจนได้” แต่เราไม่สามารถเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน เพราะวิธีคิดของทั้งสองกลุ่มนั้นต่างกันโดยพื้นฐาน ความมั่งคั่งจึงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือผลลัพธ์ของการตัดสินใจและมุมมองในแต่ละวัน

1.คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อชัยชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะไม่แพ้

คนรวยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างความมั่งคั่งและใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ พวกเขากล้าที่จะตั้งเป้าหมายใหญ่ มองไกล และพร้อมเผชิญความเสี่ยงเพื่อเติบโต ในทางตรงกันข้าม คนจนมักเล่นเกมการเงินด้วยท่าทีตั้งรับ มุ่งเน้นแค่การเอาตัวรอดและจ่ายบิลให้พอเพียง เมื่อความตั้งใจมีแค่ “พออยู่ได้” ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เกินจากนั้น เพราะถ้าไม่กล้าฝันใหญ่ ก็ยากที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้จริง

2.คนรวยทุ่มเทที่จะรวย คนจนแค่อยากรวย

คนรวยไม่ได้แค่ “อยากรวย” แต่พวกเขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้รวยให้ได้โดยไม่ยอมถอยหลัง พวกเขายอมเสียสละเวลา แรงกาย ความสบาย และความบันเทิง เพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่คนจนมักหวังแค่พอมีพอกิน ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าทุ่ม จึงไม่อาจไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงได้ คนรวยมองว่าความร่ำรวยคือภารกิจของชีวิต และมองว่าการช่วยเหลือผู้อื่นคือส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้โลก พวกเขาเลือกจะ “เล่นเกมใหญ่” เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคม และผลตอบแทนคือทั้งความมั่งคั่งทางใจและทรัพย์สิน

3.คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค

คนจนมักมองเห็นแต่อุปสรรค และปล่อยให้ความกลัวควบคุมการตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต คำถามที่มักเกิดในใจพวกเขาคือ “แล้วถ้ามันไม่เวิร์กล่ะ?” ทำให้ไม่กล้าเริ่ม ไม่กล้าเสี่ยง และหยุดอยู่กับที่ แต่คนรวยเลือกที่จะมองหาโอกาสเสมอ และลงมือทำด้วยความเชื่อว่า “ฉันจะทำให้มันเวิร์กให้ได้” พวกเขาใช้เวลาและพลังงานในการลงมือทำ มากกว่าคิดถึงสิ่งที่อาจผิดพลาด เพราะเมื่อเราจดจ่อกับโอกาส เราก็จะสร้างโอกาส แต่ถ้าหมกมุ่นกับอุปสรรค เราก็จะสร้างกำแพงให้ตัวเอง

4.คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ

คนจนมักมองความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความอิจฉาและเชื่อว่าคนรวยเป็นสาเหตุแห่งความยากจนของตนเอง แต่ถ้าคุณอยากเป็นคนดีและร่ำรวย คุณต้องเลิกเกลียดชังคนรวยและเริ่มฝึกชื่นชม สรรเสริญ และรักพวกเขาแทน เพราะการเกลียดชังคนรวยจะนำไปสู่ความยากจนในชีวิตคุณ การยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นจะช่วยปลูกฝังความเชื่อที่ดีในจิตใต้สำนึกของคุณว่า เมื่อคุณร่ำรวย คุณก็จะได้รับความรักและการชื่นชมไม่ต่างกัน การเกลียดชังสิ่งที่คนอื่นมี จะทำให้คุณไม่มีวันได้สิ่งนั้นในชีวิต

5.คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ

คนรวยเป็นนักโปรโมทตัวยงที่พร้อมและกระตือรือร้นในการนำเสนอสินค้า บริการ และไอเดียของตน พวกเขาเป็นผู้นำที่ต้องมีทักษะการขายและการจูงใจเพื่อดึงดูดผู้ตาม ในขณะที่คนจนมักมีอคติต่อการขายเพราะประสบการณ์แย่ในอดีต หรือถูกสอนให้ไม่ควรยกตนเอง การไม่โปรโมทตัวเองจะทำให้คุณไม่มีใครรู้จักและไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ คนที่ไม่กล้าโปรโมทมักจบลงด้วยความล้มเหลวทางการเงิน และถ้าคุณอยากรวย คุณต้องพร้อมที่จะก้าวผ่านความกลัวและความอคติเหล่านี้

6.คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่

คนจนและคนล้มเหลวมักพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา แต่การหนีปัญหาไม่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น กลับสร้างความผิดพลาดและสูญเสียแทน เคล็ดลับของความสำเร็จคือการพัฒนาตัวเองให้ยิ่งใหญ่กว่าปัญหา ถ้าคุณมีปัญหาใหญ่ แปลว่าคุณกำลังเติบโตในฐานะคนหนึ่ง ยิ่งรับมือกับปัญหาได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะบริหารงาน ลูกค้า และเงินทองได้มากขึ้นเท่านั้น คนรวยจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานวางแผนกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาและป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ เปรียบเสมือนการขยายภาชนะบรรจุความมั่งคั่งให้ใหญ่ขึ้นเพื่อดึงดูดและเก็บรักษาความร่ำรวยได้มากขึ้นเรื่อยๆ

7.คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่

หลายคนรู้สึกด้อยค่าหรือไม่คู่ควรกับความสำเร็จ จึงไม่เต็มใจที่จะรับสิ่งดีๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมของ “ผู้รับที่ยอดแย่” ความเต็มใจรับจึงสำคัญ เพราะการปฏิเสธการรับเป็นการปิดกั้นพลังงานแห่งความมั่งคั่งและทำร้ายผู้ที่อยากให้ คนรวยร่ำรวยขึ้นเพราะเต็มใจรับส่วนแบ่ง ในขณะที่คนจนยากจนลงเพราะไม่กล้ารับ สิ่งที่ดีคือการฝึกฝนตัวเองให้เป็นผู้รับที่ดีโดยมีสติ เช่น การสร้างบัญชีเงิน “ใช้เล่น” ที่ช่วยสร้างความรู้สึกมีค่าและมั่นใจในตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถรับความมั่งคั่งและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง เริ่มฝึกเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่มั่งคั่งและสมบูรณ์

  1. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน

คนรวยมักจะได้รับรายได้ตามผลงานหรือผลตอบแทนจากสิ่งที่ตนสร้างขึ้น ต่างจากคนจนที่มักแลกเวลาทำงานกับเงินเดือนประจำเพื่อความมั่นคงในแต่ละเดือน คนรวยมีธุรกิจหรือแหล่งรายได้หลากหลายรูปแบบ และไม่ทำงานเพื่อแลกกับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนสร้างระบบที่ทำให้เงิน “ทำงาน” ให้กับตนเอง เช่น รับค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจที่ตนเป็นเจ้าของ พวกเขาเชื่อมั่นในคุณค่าที่ตนสร้างขึ้น และมองว่าการได้รับผลตอบแทนตามผลงานคือหนทางสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง ในขณะที่คนจนมักกลัวความเสี่ยงและแสวงหาความมั่นคงหรือหลักประกัน ซึ่งจำกัดโอกาสในการเติบโตของตนเองอย่างมาก หากคุณยังคงแลกเวลาทำงานกับเงิน ลองพิจารณาสร้างรายได้ตามผลงานเพื่อโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่มากขึ้นและยั่งยืนกว่า

9.คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ

ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดหรือความสามารถ แต่คือ “นิสัย” และ “วิธีการบริหารเงิน” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คนรวยมีนิสัยบริหารเงินที่ดีและเป็นระบบ ขณะที่คนจนมักบริหารเงินผิดวิธีหรือหลีกเลี่ยงการจัดการเงินอย่างจริงจัง หลายคนเชื่อว่าการบริหารเงินคือข้อจำกัดที่ลดอิสรภาพ แต่จริง ๆ แล้ว การบริหารเงินช่วยเปิดโอกาสให้อิสรภาพทางการเงินในระยะยาว คนจนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่มีเงินมากพอที่จะต้องบริหารเงิน แต่นี่เป็นความคิดที่ผิด เพราะคนรวยเริ่มบริหารเงินตั้งแต่เงินก้อนเล็กและพัฒนาทักษะจนจัดการเงินก้อนใหญ่ได้ หากไม่ฝึกฝนทักษะนี้ เมื่อมีเงินมากขึ้นอาจเสียเงินไปอย่างรวดเร็ว ระบบบริหารเงินที่ดี เช่น “ระบบ 6 กระปุก” ของที ฮาฟ เอเคอร์ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เงินเติบโตและมั่งคั่งได้อย่างแท้จริง

10.คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนธรรมดาทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน

การทำงานหนักเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพียงแค่ทำงานหนักอย่างเดียวไม่ใช่หนทางสู่ความร่ำรวยที่แท้จริง คุณมีสองทางเลือกหลักในการสร้างความมั่งคั่ง คือเพิ่มรายได้ หรือ ลดค่าใช้จ่าย คนจนมักเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายเพราะคิดว่าง่ายและควบคุมได้ แต่การประหยัดจนเกินไปอาจทำให้ชีวิตขาดความสุขและจำกัดโอกาสในระยะยาว คนรวยเลือกที่จะเพิ่มรายได้ แม้จะมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน พวกเขาเรียนรู้การบริหารจัดการเงินอย่างชาญฉลาด ใช้เงินลงทุนและให้เงินทำงานแทนตัวเอง สุดท้าย การเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่องทำให้คนรวยสามารถมีอิสระทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่าการประหยัดอย่างเดียว

11.คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง

ความกลัว ความไม่แน่ใจ และความกังวลเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางความสำเร็จและความสุขในชีวิต คนรวยเข้าใจว่าแม้จะมีความกลัว แต่พวกเขาไม่ยอมให้ความกลัวนั้นหยุดยั้งการลงมือทำ ในขณะที่คนจนมักปล่อยให้ความกลัวและความกังวลขวางทางความก้าวหน้า คนรวยรู้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการขจัดความกลัว แต่เกิดจากการก้าวผ่านความกลัวนั้นไปได้ พวกเขายินดีทำสิ่งที่ยากและไม่สะดวก เพราะเข้าใจว่าการเลือกทำเรื่องง่ายจะทำให้ชีวิตยากขึ้น และการทำเรื่องยากในตอนนี้จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นในอนาคต การกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายเป็นกุญแจสำคัญของความมั่งคั่งและความสำเร็จในระยะยาว

12.คนรวยเลือก “ทั้งสองทาง” คนจนเลือก “ทางใดทางหนึ่ง”

คนรวยอยู่ในโลกแห่งความพรั่งพร้อม ขณะที่คนจนมักอยู่ในโลกของข้อจำกัด แม้ทั้งคู่จะอยู่ในโลกใบเดียวกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน คนจนส่วนใหญ่มักมีทัศนคติว่าไม่มีอะไรเพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้และไม่สามารถมีได้ทุกอย่าง จึงมักเลือกทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกัน คนรวยใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาหนทางที่จะได้ทั้งสองอย่างในหลายสถานการณ์ พวกเขามองหาโอกาสและวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายทั้งสองพร้อมกัน เมื่อเผชิญกับการตัดสินใจ คนรวยมักถามตัวเองว่า “ฉันจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร” ซึ่งเป็นคำถามที่เปลี่ยนชีวิตจากความขาดแคลนไปสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง หากคุณต้องการชีวิตที่ไร้ข้อจำกัดและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ จงปล่อยวางความคิดที่จะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง และตั้งมั่นที่จะมี “ทั้งสองอย่าง” อย่างมั่นใจ

ถ้าคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพิมพ์เขียวทางการเงินของตัวเอง เพื่ออนาคตธุรกิจและชีวิตที่มั่นคง สัมมนา “Millionaire Mind Intensive” คือคำตอบของคุณ

Millionaire Mind Intensive Thailand รุ่นที่ 16

สัมมนา 3 วันที่จะช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดเรื่องเงินของคุณ สัมมนาต้นฉบับจาก T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” (Secrets Of the Millionaire Mind) หนึ่งในหนังสือด้านการเงินและจิตวิทยาด้านความมั่งคั่งอันดับ 1 ของโลก โดยเรียนรู้จากกรณีศึกษา, เวิร์กชอป, และฝึกฝนนิสัยการเงินที่พิสูจน์แล้ว

  • เข้าใจต้นกำเนิดความคิดทางการเงินของตัวเอง
  • ปลดล็อกความเชื่อจำกัดที่กีดกันคุณ
  • สร้างนิสัยของคนรวยอย่างมั่นใจ

ถ้าบทความนี้ทำให้คุณคิดอะไรได้แม้เพียงข้อเดียว สัมมนานี้จะให้คุณถึง 100 ข้อคิดที่คุณไม่เคยรู้

📌 รับจำนวนจำกัด: ลงทะเบียน ที่นี่
📍 จัดที่กรุงเทพฯ พร้อมล่ามภาษาไทยตลอดงาน

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

ทางลัดสู่ความสุขง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนมีอยู่แล้ว (แต่ไม่เคยรู้ตัว)

ทางลัดสู่ความสุขง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนมีอยู่แล้ว (แต่ไม่เคยรู้ตัว)

ทางลัดสู่ความสุขง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนมีอยู่แล้ว (แต่ไม่เคยรู้ตัว)

24 กุมภาพันธ์ 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าของธุรกิจจะรู้สึกเครียด เพราะปัญหามากมายรอบตัว วันนี้เราจะมาแนะนำทางลัดง่ายๆที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถมีความสุขได้และสร้างผลลัพธ์ได้แบบไม่ต้องรอให้คุณร่ำรวย

เจ้าของธุรกิจเคยสังเกตไหมว่า ตัวเองใช้เวลากับการทำงานเยอะเกินไปหรือเปล่า? จากสถิติของจีเอฟเค ประเทศไทย บริษัทวิจัยทางการตลาด ได้เผยการศึกษาถึงไลฟ์สไตล์การทำงานของคนในเอเชีย 21 ประเทศ พบว่า โดยปกติคนเอเชียใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่ถ้าเปรียบเทียบประเทศอื่นในเอเชีย ประเทศไทยมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 50.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ เลยทีเดียว ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ทั้งในอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย

.

ดังนั้น หากเราใช้เวลาในการทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ เราจำเป็นที่จะต้องแน่ใจว่างานที่คุณทำนั้น มีผลดีต่อสุขภาพจิตและชีวิตของคุณ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “งานที่คุณทำนั้นทำให้คุณมีความสุขจริงหรือเปล่า?”

โดยเฉลี่ยแล้วนั้น คนไทยส่วนใหญ่ที่มีธุรกิจหรือทำงานนั้น มักจะใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันในการเดินไปที่ทำงาน หรือคิดง่ายๆคือ ในแต่ละปี คุณจะต้องอยู่บรถยนต์มากกว่า 1095 ชั่วโมง เพื่อเดินไปทำงาน 8 ชั่วโมงและกลับบ้านนอน .. ในขณะที่คนบางคนนำเวลาเหล่านั้นไปอยู่กับครอบครัว คนที่พวกเขารัก หรือแม้แต่นำเวลาเหล่านั้นไปพักผ่อน

เวลาเป็นสิ่งที่ไม่ว่าคุณจะร่ำรวยหรือยากจน ทุกๆคนบนโลกนี้มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคนที่มีความสุขกับการทำงานและคนที่มีความทุกข์กับการทำงานนั้น เป็นเรื่องของการตั้งคำถามง่ายๆให้กับตัวเองที่ว่า

“ฉันมีมุมมองเกี่ยวกับความสุขในงานของฉันอย่างไร??”

คนส่วนใหญ่มักมีมุมมองเกี่ยวกับความสุขว่า “หาเงินได้เยอะๆ แล้วเดี๋ยวก็คงมีความสุขเอง” ซึ่งนั่นคือความคิดที่คนธรรมดาส่วนใหญ่มักมี เมื่อเราพูดถึงเรื่องมุมมองของความสุขในการทำงาน

แต่หากเราลองมองย้อนกลับไปที่คนที่ประสบความสำเร็จต่างๆ ทั่วโลก คุณอาจจะประหลาดใจกับวิธีคิดเกี่ยวกับการทำงานที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปอย่างสุดขั้ว

.

นั่นก็คือ เขาเริ่มต้นจากความสุขง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเขาและมุมมองในการทำงานของพวกเขาคือการไล่ตามความฝันและความท้าทายของพวกเขา มากกว่าการไล่ตามหาเงินทอง

และในวันนี้ เรานำวิธีการสร้างความสุขจากการทำงานอย่างง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจสามารถรเริ่มต้นทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้คุณมีเงินเยอะๆ

ทางลัดสู่ความสุขง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนมีอยู่แล้ว (แต่ไม่เคยรู้ตัว)

ทางลัดสู่ความสุข วิธีที่ 1: ปรับ Mindset สร้างความสุข

ก่อนอื่นเจ้าของธุรกิจต้องทำความรู้จักและเข้าใจกับคำว่า Mindset ก่อนว่ามันคืออะไร?

“Mindset” หรือ “วิธีคิด” คือ ความคิดที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ซึ่งบางครั้งคุณทำไปโดยไม่รู้ตัว ทำด้วยความเคยชิน เพราะว่ามันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์ที่คุณผ่านมา คำสอนของคนรอบตัว หรือสถานการณ์ต่างๆรอบตัวคุณ

ในสัมมนา Millionaire Mind Intensiveได้พูดถึงที่มาของ Mindset ของคนว่า โดยส่วนมากแล้ว Mindset ของมนุษย์มักมาจาก 3 ปัจจัย คือ

1. คำพูดที่เจ้าของธุรกิจเคยได้ยินจนฝังหัว – ยกตัวอย่างเช่น “ทำงานหนักเพื่อที่จะได้มีเงิน แล้วเดี๋ยวสบายนะ” หรือคำพูดง่ายๆที่คนรอบตัวของคุณมักพูดให้คุณฟังอย่างสม่ำเสมอ

2. ต้นแบบที่เจ้าของธุรกิจเคยเห็น – ยกตัวอย่างเช่น ไอดอลที่คุณเคารพนับถือ หรือคนใกล้ตัวที่ส่งผลต่อวิธีคิดและการตัดสินใจของคุณ ที่มีผลลัพธ์ด้านการเงิน ความรัก ความสำเร็จอย่างชัดเจน จนคุณอยากจะเป็นเหมือนกับเขา

3. เหตุการณ์ฝังใจที่เจ้าของธุรกิจเคยมีประสบการณ์ – ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ในวัยเด็ก ที่อาจจะส่งผลมาถึงวิธีการที่คุณตัดสินใจมาจนถึงทุกวันนี้ โดยอิงจากผลลัพธ์หรือความรู้สึก และอารมณ์ ที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลานั้นๆ

จากทั้ง 3 ปัจจัยนี้ หล่อหล่อมเป็น Mindset และส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเจ้าของธุรกิจและมุมมองที่คุณมีเกี่ยวกับความสุขผ่านการทำงานของคุณ

มีคำกล่าวจาก T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือ The Secret of Millionaire Mind และนักธุรกิจที่ค้นพบหลักการ Money Mindset ว่า “คนประสบความสำเร็จจะทำงานเพื่อเอาคุณค่าและผลลัพธ์ของตัวเองแลกกับเงิน ในขณะที่คนทั่วไปมักเอาเวลาไปแลกกับเงิน”

.

ปกติแล้ว Mindset ของคนส่วนใหญ่มักใช้เวลาและทุ่มเทไปกับการทำงานตั้งแต่เช้าถึงมืดค่ำ ทำวนไปเรื่อยๆ ทุกวัน ไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนเอาเวลาของเขาไปแลกเป็นเงินจนหมดแล้ว ไม่มีเวลาพักผ่อน หรือหาความสุขให้กับตัวเอง

.

แต่ขณะเดียวกัน Mindset ของคนที่ประสบความสำเร็จมักคิดว่า พวกเขามีคุณค่าหรือความสามารถอะไรที่ให้กับองค์กรได้ แทนที่จะเอาเวลาเข้าแลก เขาจะเอาความสามารถเข้าแลกเป็นเงิน และยิ่งเขาสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากเท่าไหร่ ยิ่งได้เงินมากเท่านั้น ที่สำคัญคนประสบความสำเร็จมักเอาเวลาไปสร้างความสุขเสียมากกว่า

คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักวันละหลาย 10 ชั่วโมงเพื่อที่คุณจะได้มีเงินมากและมีความสุข เพียงแค่คุณเปลี่ยน Mindset หรือวิธีคิดเพียงนิดเดียว คุณก็สามารถสร้างผลลัพธ์ทั้งชีวิตและการเงินของคุณได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

.

สรุป: Mindset หรือวิธีคิด จะเป็นตัวจัดการระบบความคิดของคุณและทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น การปรับ Mindset ให้ถูกต้อง ก็สามารถทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยน เจ้าของธุรกิจจะเก่งขึ้น ร่ำรวยขึ้น มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น และประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ซึ่งการจะสร้างความสุขง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจสามารถทำได้ คือ การเริ่มเปลี่ยน Mindset ที่ตัวเจ้าของธุรกิจนั่นเอง

ทางลัดสู่ความสุข วิธีที่ 2: มองเห็นและเข้าใจคุณค่าในตัวเอง

คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหม? ไม่มีใครในโลกจะสร้างความสุขให้ตัวคุณได้ นอกจากตัวคุณเอ” เป็นเรื่องจริงที่ว่า ไม่มีใครสามารถสร้างความสุขให้เจ้าของธุรกิจได้ดีไปกว่าตัวเจ้าของธุรกิจเอง

จริงอยู่ที่คุณอาจจะมีลูกน้อง และคนอื่นๆในองค์กรมาช่วยคุณทำงานให้เสร็จเร็วยิ่งขึ้น แต่หากคุณยังมีมุมมองที่ว่า ต้องพึ่งพาคนอื่นๆ เพื่อให้คุณทำงานเสร็จ คุณก็จะต้องหวังพึ่งพิงผู้อื่นอยู่ร่ำไป 

ซึ่งวิธีการที่จะสร้างความสุขที่ยั่งยืนที่สุดนั้นจะต้องเกิดขึ้นจากภายในตัวของคุณเอง เพราะต่อให้เวลาเปลี่ยนแปลงออกไป เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปสักเพียงไหน คุณก็จะยังสามารถสร้างความสุขได้จากมุมเล็กๆ ในทุกๆสถานการณ์เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเลวร้ายสักเพียงไหนก็ตาม

คุณอาจจะมีวันเวลาที่ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการแก้ไขปัญหา และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีทางจบลง หรือคุณอาจจะเบื่อหน่ายกับการทำงานที่จำเจของคุณ แต่อย่าลืมที่จะให้คุณค่ากับตัวคุณเองด้วยการเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณทำ และถามตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่า

นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ต่อคุณค่าของตัวเองหรือเปล่า?

.

เราขอยกตัวอย่างง่ายๆที่เรามักทำกันในสัมมนา Millionaire Mind Intensive ที่เราจัดขึ้นทุกๆปี เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าของเรานั้นได้เดินทางไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการจริงๆ

ในสัมมนา เรามักจะพูดถึงคำว่า “คุณค่า” ที่อยู่ใกล้ๆตัวเจ้าของธุรกิจมากเสียจนเราลืมไปแล้ว นั่นก็คือ การนำความหลงไหล (Passion) และความเชี่ยวชาญ (Expertise) มารวมเข้าด้วยกันและสร้างออกมาเป็นวิธีคิดแบบใหม่ที่จะขับเคลื่อนชีวิตและธุรกิจของคุณอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

.

สรุป: วิธีการเห็นคุณค่าตัวเองที่ง่ายที่สุด คือ การเห็นคุณค่าและความสามารถในตัวเอง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ การรู้ว่าคุณสามารถทำอะไรได้ดีและนำสิ่งนั้นมาต่อยอด โดยต้องมีจุดมุ่งหมายของการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจประสบความสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าการประสบความสำเร็จ คือ การที่เจ้าของธุรกิจเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เป็นธรรมดาที่เจ้าของธุรกิจจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่มีความสุข ไหนจะเจอทั้งปัญหาการทำงานหนัก ปัญหารถติด หรือปัญหาต่างๆ ในที่ทำงาน จนเกิดอาการหมดไฟ แต่เจ้าของธุรกิจต้องมีวิธีการรับมือกับอาการหมดไฟเหล่านี้ โดยการเติมเชื้อไฟในการทำงานขึ้นมาใหม่ด้วยความสุข ซึ่งทางลัดทั้ง 2 วิธีข้างต้นนั้น

เป็นวิธีการหาความสุขอย่างง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนมีอยู่แล้ว (แต่ไม่เคยรู้ตัว) เพราะการหาความสุขที่ง่ายที่สุด คือ การหาความสุขจากตัวคุณเอง และการสร้างความสุขที่ง่ายและดีที่สุด คือ การสร้างความสุขจากตัวคุณเองด้วยการเปลี่ยน Mindset ให้ถูกต้องและการเห็นคุณค่าในตัวเองนั่นเอง

.

หากคุณอยากเปลี่ยน Mindset และพฤติกรรมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า พร้อมเรียนรู้เทคนิคการสร้างความสำเร็จทางชีวิตและการเงิน ทางเราขอแนะนำ สัมมนา Millionaire Mind Intensive สัมมนาที่อัดแน่นด้วยความรู้ ประสบการณ์ และเคล็ดลับตลอด 3 วัน ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการเงินของคุณไปตลอดกาล >> สนใจกด Banner ด้านล่างได้เลย!

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

Business Experts Ep.3 – “Passion to Profit : ทำในสิ่งที่ใช่…ยังไงก็รุ่ง” | คุณอุรุดง จงธนาตระกล

Business Experts Ep.3 – “Passion to Profit : ทำในสิ่งที่ใช่…ยังไงก็รุ่ง” | คุณอุรุดง จงธนาตระกล

Business Expert Ep.3 – “Passion to Profit : ทำในสิ่งที่ใช่…ยังไงก็รุ่ง

19 กุมภาพันธ์ 2563 | จัดทำโดย Pan Pho Production.

Passion to Profit คืออะไร?

พบกับ คุณอุรุดง จงธนาตระกล สถาปนิกเจ้าของธุรกิจ “Just Sketch” ที่จะพาคุณไปรู้จักกับความหมายของคำว่า Passion to Profit เขาสามารถทำในสิ่งที่ชอบให้กลายเป็นธุรกิจที่ใช่ได้อย่างไร? เคล็ดลับของเขาคืออะไร? ติดตามได้ในคลิป VDO นี้

ติดตาม Business Experts ได้ทุกวันพุธเว้นพุธ เวลา 19:00 น.ได้ทาง PanPho.com

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

4 วิธีคิดที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สร้างยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4 วิธีคิดที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สร้างยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4 วิธีคิดที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สร้างยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

17 กุมภาพันธ์ 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

เมื่อต้องการเพิ่มยอดขายก็ต้องเริ่มต้นที่ “การขาย” และเจ้าของธุรกิจคือ บุคคลแรกที่ต้องมีวิธีคิดและทัศนคติที่ดีและถูกต้องกับการขายก่อน  ลูกน้องหรือคนในทีมถึงจะร่วมแรงร่วมใจสร้างยอดขายไปด้วยกัน เพียงปรับเปลี่ยนวิธีคิดตามที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้ ก็สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเปลี่ยนผลลัพธ์และเพิ่มยอดขายได้แบบก้าวกระโดด  

 “ฉันไม่ชอบการขาย” หรือ “ฉันขายของไม่เป็น แล้วอย่างนี้ฉันจะเริ่มต้นทำธุรกิจได้อย่างไร” เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจจะเครียดและกังวลกับปัญหานี้ แต่คุณเชื่อไหมว่า? ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์อยู่กับการขายมาตั้งแต่เกิด ซึ่งการขายไม่จำเป็นจะต้องเป็นสินค้า สิ่งของ หรือการบริการ เพราะการขายนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่!

การขายคืออะไร?

การขาย คือ การสื่อสารทุกรูปแบบเพื่อนำเสนอเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ต้องการด้วยความพอใจ 

ยกตัวอย่าง ลองย้อนอดีตตัวคุณกลับไปตอนเด็ก  นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่คุณขอให้แม่ซื้อของเล่น หรือตอนขอให้พาไปเที่ยวสวนสนุก คุณจะใช้วิธีการพูดถึงเหตุผลร้อยแปดเพื่อหว่านล้อมให้ได้ในสิ่งที่คุณต้องการ การนำเสนอว่าสิ่งของที่คุณอยากได้นั้นมันดีอย่างไร? ใช้แล้วจะเป็นอย่างไร? ทำไมถึงต้องมีมัน? สิ่งเหล่านี้แหละคือการขาย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่เกิด!

เมื่อคุณกลายเป็นเจ้าของธุรกิจแต่ไม่มีทักษะการขาย  ไม่เข้าใจการขาย อีกทั้งคุณต้องคอยอาศัยลูกน้องหรือทีมงานขายเพื่อขายสินค้าให้กับธุรกิจของคุณ  นั่นหมายความว่า ธุรกิจของคุณกำลังอยู่บนความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

เจ้าของธุรกิจจึงจำเป็นต้องขายสินค้าและบริการของตนเองให้ได้ด้วย  แต่เจ้าของธุรกิจหลายๆ คนอาจจะเผชิญกับความกลัวหรือเกลียดการขาย และไม่เปิดใจในการฝึกฝนเพื่อสร้างทักษะในการขาย

อันดับแรกที่ต้องเข้าใจก่อนคือ การขายไม่จำเป็นต้องบังคับใครซื้อสินค้าและบริการ  แต่เป็นการใช้การสื่อสารในรูปแบบที่คุณ “ถนัด” หรือถูก “จริต” ในแบบและสไตล์ของคุณเพื่อนำเสนอประโยชน์ต่างๆ ของสินค้าและบริการที่สามารถช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นได้  

เพียงคุณเข้าใจและนำ 4 วิธีคิดนี้ไปใช้ในธุรกิจ  คุณจะสามารถเพิ่มยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยสักบาทเดียว!

1. สร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการขาย

คุณต้องเข้าใจก่อนว่าการขายไม่ใช่เรื่องชั่วร้ายหรือสิ่งที่ผิด  คุณอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ลูกค้าบางคนแสดงความรู้สึกเกลียดที่ถูกนำเสนอสินค้า  สำหรับลูกค้าที่แสดงออกแบบนี้อาจเป็นเพราะเขาเคยมีประสบการณ์ที่แย่ต่อการขาย เคยถูกยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่ต้องการในอดีต 

เจ้าของธุรกิจเช่นคุณต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกค้าด้วยว่า  หากเขาไม่ต้องการสินค้าและบริการใดก็เป็นธรรมดาที่จะไม่ให้เวลา รำคาญ หรือปฏิเสธทันทีที่ถูกขาย 

เมื่อเจ้าของธุรกิจเข้าใจถึงธรรมชาติและสิ่งที่เกิดขึ้นกับการขายของธุรกิจและสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับทีมงานขายแล้ว   ทัศนคติในการขายก็จะเปลี่ยนไปรวมทั้งวิธีการขายก็จะเปลี่ยนไปด้วย

.

ทัศนคติที่ดีที่สุดในการขาย คือ คุณต้องเชื่อก่อนว่า สินค้าที่กำลังขายอยู่นั้นเป็นของดี หากคุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณขายอยู่เป็นสิ่งไม่ดี คุณต้องหยุดขายสิ่งนั้นเดี๋ยวนี้!! 

การขายสินค้าและบริการทุกประเภทมีความจำเป็นอย่างมากที่เจ้าของธุรกิจจะต้องมีทัศนคติที่ดีและเชื่ออย่างหมดใจว่าสินค้าและบริการของคุณดี แล้วหน้าที่ของคุณ คือ การนำสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่มีความต้องการ  

.

ข้อคิด: เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการขาย คือ  “การขายสินค้าและบริการที่ช่วย แก้ปัญหาให้กับลูกค้า” เพราะเจ้าของธุรกิจจะรู้ดีและสามารถแสดงความจริงใจได้ว่า คุณขายสินค้าและบริการที่สามารถช่วยลูกค้าได้จริงไม่มากก็น้อย ซึ่งจะนำมาด้วยยอดขาย  การบอกต่อ และการซื้อซ้ำอย่างแน่นอน

 

2.การขายไม่ใช่พรสวรรค์  แต่เป็นพรแสวงที่สามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้

“ถ้าคุณต้องการที่จะทำสิ่งใดให้ดีสักอย่างหนึ่ง คุณจะต้องฝึกฝนอย่างต่ำหนึ่งหมื่นชั่วโมง” คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ถูกพิสูจน์มาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก   ประเด็นสำคัญ คือ ถ้าคุณต้องการเก่งหรือเชี่ยวชาญในเรื่องใดคุณต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอย่างน้อย 1-3 ปี  

เจ้าของธุรกิจที่เริ่มเปิดกิจการ  หรือเปิดกิจการมาแล้ว แต่ยังขาดประสบการณ์ในการนำเสนอการขายสินค้าและบริการของตนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อสะสมประสบการณ์ในการขาย การนำเสนอสินค้าและบริการในหลายๆ รูปแบบเพื่อค้นหาว่ารูปแบบไหนที่จะตอบโจทย์ในสไตล์ที่ใช่หรับธุรกิจคุณ

.

การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ คือ การสร้าง “พรแสวง” ที่นอกจากจะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญแล้ว  ยังทำให้เจ้าของธุรกิจรู้ซึ้งถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการขาย อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถออกแบบวิธีการขายและการนำเสนอให้กับทีมงานได้เป็นอย่างดี   

การสร้างความเข้าใจและปฏิบัติมากเพียงพอก็จะสามารถทำให้คุณและทีมงานเก่งได้โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน   อีกทั้งยังสามารถสร้างรูปแบบและระบบการขายที่ถ่ายทอดให้ทีมงานของคุณเก่งเหมือนคุณได้เช่นเดียวกัน

เพื่อการฝึกฝนตนเองให้เก่งยิ่งขึ้น  คุณต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ที่จะได้โอกาสเรียนรู้วิธีการขายประเภทต่างๆ จากหลากหลายธุรกิจ  รวมทั้งฝึกฝนการขายและการนำเสนอด้วยทัศนคติที่ดีตั้งใจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถพัฒนาการขายของคุณได้อย่างแน่นอน

.

ข้อคิด: คนบางคนที่ขายของเก่ง นั่นอาจเป็นเพราะว่าคนเหล่านั้นเติบโตและฝึกฝนมาอย่างสม่ำเสมอในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ซึมซับด้านการขาย  ทั้งๆ ที่อาจไม่เคยมีใครสอนเลย เช่นเดียวกันกับคุณ คุณก็สามารถซึมซับและเรียนรู้เหมือนกับคนเหล่านั้น เพียงแต่คุณต้องเปิดใจ  มีทัศนคติบวก ลงมือปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ค้นหาว่าการขายแบบใดที่ตอบโจทย์ “สไตล์” การขายของคุณและนำไปฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

3.อย่ากลัวที่จะถูกปฏิเสธ

เป็นธรรมดาที่ลูกค้ามักจะปฏิเสธการขายก่อนเสมอ ต่อให้คุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีเทคนิคการขายมืออาชีพ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจก็ตาม  การถูกปฏิเสธการขายสินค้าก็เป็นอะไรที่เจ้าของธุรกิจหลายคนกลัวเป็นอย่างมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่คาดหวังให้การขายสินค้าประสบความสำเร็จ ขายดี ราบรื่นตลอดเวลา 

หากเจ้าของธุรกิจลองคิดอีกแง่หนึ่ง การถูกปฏิเสธก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการโดนปฏิเสธ คือ เหตุผลที่ลูกค้าปฏิเสสินค้าและบริการของคุณต่างหาก เพราะมันทำให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่าสินค้าของตัวเองควรปรับปรุงอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม 

.

วิธีการรับมืออย่างง่ายๆ คือ เมื่อรู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติแล้ว  ให้เตรียมพร้อมกับการถูกปฏิเสธที่จะเกิดขึ้นด้วย นี่คือเหตุผลทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมความรู้สึกเพื่อจัดการกับคำปฏิเสธที่จะเกิดขึ้นในการนำเสนอการขายได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเข้าใจแล้วว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ  เจ้าของธุรกิจอาจจำเป็นต้องท้าทายตนเองด้วยการออกนอก Comfort Zone (สิ่งที่คุ้นเคย) เพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอขายสินค้าและบริการในรูปแบบต่างๆ กับบุคคลหลากหลายประเภทเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในหลายๆ แง่มุม

วิธีคิดที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าจะทำให้คุณเอาชนะความกลัวที่จะถูกปฏิเสธได้คือ การเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธ  เมื่อคุณถูกปฏิเสธหลายๆ ครั้ง คุณจะเริ่มชินกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และความกลัวจะหายไป เหลือแต่เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คุณต้องการ

.

ข้อคิด: การสร้างธุรกิจก็เปรียบเสมือนการให้กำเนิดเด็กทารก  ในเวลานั้นทุกอย่างจะดูสับสน วุ่นวาย และดูเละเทะไปหมด เมื่อเด็กทารกคลอดออกมาก็ต้องเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และดูแลอย่างดี   ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับการทำธุรกิจและขายสินค้า เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจ ทุกสิ่งทุกอย่างอาจท้าทาย ไม่มีประสบการณ์ และไม่สมบูรณ์มากนัก แต่เมื่อคุณค่อยๆ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ  คุณจะสามารถเก่งขึ้นและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน การขายก็เช่นกัน!

4.เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า

ก่อนที่ลูกค้าจะเกิดความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ  มักมี “ปัญหา” เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นลูกค้าจึงต้องการหาบางสิ่งเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น  คุณต้องเรียนรู้ว่าลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าหรือบริการของคุณมีปัญหาอะไรบ้าง แล้วสินค้าหรือบริการของคุณสามารถช่วยลูกค้าได้อย่างไร  คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือไม่

T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือขายดี “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ที่เจ้าของธุรกิจทั่วโลกอ่านกล่าวว่า 

ถ้าคุณต้องการที่จะได้เงิน คุณจะแก้ปัญหาให้คนเพียงคนเดียว

ถ้าคุณต้องการที่จะมีเงิน คุณจะต้องแก้ปัญหาให้คนร้อยคน

ถ้าคุณต้องการที่จะรวย คุณจะต้องแก้ปัญหาให้คนพันคน 

ถ้าคุณต้องการจะเป็นเศรษฐี คุณจะต้องแก้ปัญหาให้คนหมื่นคน แสนคน หรือล้านคน

.

เจ้าของธุรกิจต้องเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี  ต้องกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน  เพราะถ้าคุณหลบปัญหาและให้คนอื่นแก้ปัญหาแทนคุณ คนอื่นจะรวยแต่คุณจะจน  เพราะเมื่อคุณต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง คุณจะขาดทักษะในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเท่ากับว่าคุณกำลังไล่ลูกค้าของคุณให้ไปหาคู่แข่ง

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงควรทำงานในเชิงรุกในการเรียนรู้และเข้าใจลูกค้าผ่านกระบวนการ “รวบรวมปัญหาทุกประเภท” ที่เกิดขึ้นเพื่อ “สร้างข้อมูลการแก้ปัญหา” สำหรับเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอการขายสินค้าหรือบริการของตนเอง  เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่ากับคนที่เป็นคนสร้างธุริจ เพราะฉะนั้นเจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร?

.

ข้อคิด:  ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น  เจ้าของธุรกิจต้องเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ให้มากพอในการแก้ปัญหาของลูกค้าที่ใช้สินค้าและบริการของตน   นอกจากจะสามารถเข้าใจลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ยัง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการต่างๆ ให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด  สร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเป็นอย่างดี

4 วิธีคิดดังกล่าวนี้สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างก้าวกระโดดโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยสักบาทเดียว!   จำไว้ว่า “ทัศนคติที่ดี”  “การฝึกฝน” “การกล้าเผชิญหน้ากับคำปฏิเสธ”  “การเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า”  สามารถเปลี่ยนให้เจ้าของธุรกิจสามารถพลิกโฉมการทำธุรกิจ  การนำเสนอการขายในวิธีคิดและวิธีการใหม่ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบใหม่ที่คุณอาจจะนึกไม่ถึงมาก่อนเลยด้วยซ้ำ  

.
เรียนรู้และฝึกฝนกลยุทธ์ เทคนิค การวางแผน  การขาย การตลาด การเจรจาต่อรอง และวิธีคิดที่ช่วยแก้ปัญหาให้เจ้าของธุรกิจทั่วโลก  ด้วยไอเดียสร้างยอดขายและทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 200% โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม  ไม่ต้องผลิตสินค้าเพิ่ม ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม กับหลักสูตร Guerrilla Business Intensive ของ T.Harv Eker ที่ได้รับการยอมรับจากเจ้าของธุรกิจไทยกว่า 500 ธุรกิจและหลายหมื่นธุรกิจทั่วโลก  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ Banner ด้านล่างได้เลย!

 

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

10 กุมภาพันธ์ 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

ปัญหาส่วนใหญ่ของชีวิตคู่คงหนีไม่พ้นปัญหาระหว่าง “ความรัก” และ “การเงิน” มาเรียนรู้วิธีที่จะช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “ความรัก” และ “การเงิน” เพื่อสร้างความสัมพันธ์ดีๆ ให้กลับมาหาคุณ

ถ้าพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ 2 คำตอบนี้ คงตีคู่สูสีกันมาแน่ๆ คือ ”การเงิน” และ “ความรัก” ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยอะไรถ้าคนส่วนใหญ่จะบอกว่า ‘สิ่งที่สำคัญสำหรับฉันคือเงิน’ ‘ความรักก็เป็นสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้’  เพราะ ‘เงิน’ ทำให้คุณอิ่มท้อง และ ‘ความรัก’ ช่วยเติมเต็มความสุข

อาการตกหลุมรัก เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่มันไม่เหมือนตอนจบในการ์ตูนอย่างที่คุณเคยดูตอนเด็ก เห็นฉากเจ้าชายกับเจ้าหญิงรักกันชั่วนิรันดร์ แล้วภาพก็ตัดไป กลับกันในโลกของความเป็นจริง ความรัก เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้นในการสร้างครอบครัว

เพราะการเงินจะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่คอยขับเคลื่อนความรัก ในขณะที่ความรักก็คอยขับเคลื่อนการเงินเช่นกัน ทั้ง ”การเงิน” และ “ความรัก” เป็นความสัมพันธ์ที่แยกขาดจากกันไม่ได้

เพื่ออธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจถึงกลไกความสัมพันธ์ระหว่างการเงินกับความรักมากขึ้น ต้องย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ สมัยที่มุนษย์ยังใช้ถ้ำหินเป็นที่อยู่อาศัย มนุษย์เพศชายจะทำหน้าที่ในการหาอาหารหรือล่าสัตว์ ในขณะที่ มนุษย์เพศหญิงจะอยู่ถ้ำเพื่อทำหน้าที่เลี้ยงลูก ทำอาหาร และงานเล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งหน้าที่ของผู้ชายเปรียบเหมือนการออกไปหาเงินขณะที่ผู้หญิงจะทำหน้าที่มอบความรักและการดูแล

กลายเป็นมายาคติที่ว่า ผู้ชายทำหน้าที่ทำงานหาเงิน ผู้หญิงคอยให้ความรัก ให้การดูแล และจากมายาคติที่ถูกปลูกฝังมาแบบนั้นส่งผลถึงพฤติกรรมในปัจจุบัน ที่ผู้หญิงหันมาเป็น Working women กันมากขึ้น ไม่อยากอยู่บ้านอย่างเดียว เพราะเงินไม่พอใช้ ส่วนผู้ชายก็กลัวจะไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่เท่าเดิม ลามไปจนถึงปัญหาอื่นๆ

เกิดเป็นความขัดแย้ง ทำให้การเงินกลายเป็นปัญหาของชีวิตคู่ ความรักแตกหัก นำไปสู่การมีปากเสียงและหย่าร้างในที่สุด แต่ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นสามารถหาทางออกง่ายๆ ได้ในบทความนี้แล้ว

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

วิธีที่ 1: “ให้ความสำคัญทั้งความรักและการเงิน”

คุณน่าจะเคยเจอคำถามนี้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเล่นๆ หรือเปิดบทสนทนาแบบจริงจังว่า “จริงๆแล้วในชีวิตคนเรา อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างเงินกับความรัก” มันเป็นคำถามที่คนตอบต้องใช้ความคิดอย่างหนัก ถ้าต้องเลือกระหว่างเงินกับความรัก ก็คงไม่ต่างอะไรกับการถามว่า

“จริงๆแล้วในชีวิตคนเราอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างมือซ้ายกับขาขวา”  คุณคงชั่งใจในการตอบอยู่นานแน่ๆ เพราะทั้งมือซ้ายและขาขวาต่างก็มีหน้าที่แตกต่างกัน หน้าที่ของมือซ้าย คือ หยิบจับสิ่งของ และใช้แสดงท่าทางต่างๆ ส่วนหน้าที่ของขาขวา คือ ช่วยในการเคลื่อนไหว เช่น เดิน วิ่ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณไม่สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ 

.

เช่นเดียวกันกับกรณีของเงินกับความรัก “เงิน” ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสร้างความสุขได้มากขึ้น สร้างความมั่นคงในชีวิต ส่วน ”ความรัก” เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีในการทำให้เราวางแผนอนาคต การใช้ชีวิต และวางแผนการใช้เงินในรูปแบบที่ดีขึ้นได้ จะเห็นว่าทั้งเงินและความรักต่างก็ทำหน้าที่ต่างกัน ไม่สามารถทดแทนกันได้ และแยกขาดออกจากกันไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณต้องมีทั้งเงินและความรัก

.

ข้อคิด: เป็นเรื่องจริงที่ใครหลายคนบอกว่า เงินซื้อความรักไม่ได้ แต่เงินสามารถช่วยคุณสร้างความสุขและเติมเต็มความรักได้ สร้างทางเลือกให้คุณได้มากขึ้น สามารถพาคนรักไปซื้อของแพงๆ ทานอาหารหรูๆ ได้ด้วย ยิ่งคุณมีเงินมากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีอิสรภาพทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคุณควรให้ความสำคัญทั้งความรักและการเงิน 

วิธีที่ 2: “เข้าใจพฤติกรรมการใช้เงินของคนรัก”

พฤติกรรมการใช้เงินเป็นปัจเจกเฉพาะบุคคล บางคนมีนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย บางคนชอบเก็บออม ยิ่งถ้าคนที่มีพฤติกรรมการใช้เงินคนละขั้วมาอยู่ด้วยกัน อาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ทำไมต้องซื้อของใหม่ ทั้งๆ ที่ของเก่ายังใช้ได้อยู่ ทำไมต้องเก็บเงิน ไม่รู้จักใช้หาความสุขเสียบ้าง และสารพัดคำถามอีกร้อยแปด เพราะแค่ความไม่เข้าใจในพฤติกรรมการเงินของกันและกัน 

.

ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคนรักของคุณจะมีพฤติกรรมการเงินที่แตกต่างกัน ขนาดพี่น้องบางคนเกิดในครอบครัวเดียวกัน ยังมีวิธีการจัดการการเงินไม่เหมือนกันเลย ซึ่ง T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือ The Secret of Millionaire Mind และนักธุรกิจที่ค้นพบหลักการ Money Mindset ได้แบ่งพฤติกรรมการใช้เงิน หรือบุคลิกภาพทางการเงิน (Money Personality) 4 ประเภท ประกอบไปด้วย 

  1. Spender คือ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมชอบใช้จ่าย มีความสุขกับการใช้เงิน ใช้เงินเพื่อซื้อความสุข ความสบาย หาเงินมาได้ก็มักจะใช้หมด 
  2. Saver คือ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกันกับ Spender อย่างสิ้นเชิง กลุ่มคนที่มีความสุขกับการทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ มีความสุขเป็นพิเศษเมื่อเห็นตัวเลขเงินในบัญชีที่เพิ่มมากขึ้น และจะรู้สึกร้อนรนถ้าต้องใช้เงินหรือจ่ายเงินเพื่อของไม่จำเป็น
  3. Avoider คือ กลุ่มคนที่ไม่สามารถพูดคุยเรื่องเงินได้ ถ้าคุยเรื่องเงินจะเกิดอาการเครียดและเบือนหน้าหนี เพราะเขามองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องน่าปวดหัว และเขาอยากหลีกเลี่ยง 
  4. Monk คือ กลุ่มคนที่มองว่าเงินเป็นของนอกกาย เมื่อมีเงินก็จะแบ่งให้กับคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ชอบทำบุญมาก ทำให้ไม่มีเงินเก็บ บางครั้งก็ให้คนอื่นมากเกินไปจนตัวเองเดือดร้อน 

.

ข้อคิด: คนทั้ง 4 ประเภทนี้ แฝงตัวปะปนกันอยู่ในสังคม ดูเผินๆ คุณไม่มีทางรู้เลยว่า แต่ละคนมีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไรบ้าง? จะเหมือนหรือต่างกันยังไง? เพราะฉะนั้น เมื่อคุณเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนรัก อย่าลืมศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมการเงินของเขาด้วย เพราะถ้าคนรักของคุณเป็นคนประเภท Spender แต่คุณอยากให้เขาเห็นความสำคัญของเงินและเก็บเงินเหมือนคุณ (Saver) คนรักของคุณจะไม่มีทางทำได้ในทันที หรือถ้าทำได้เขาจะทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นคุณควรเข้าใจพฤติกรรมทางการเงินของแต่ละประเภทเพื่อปรับตัว หากึ่งกลาง สร้างสมดุลและยืดหยุ่นซึ่งกันและกัน 

วิธีที่ 3: “เข้าใจภูมิหลังและบริหารความคาดหวังซึ่งกันและกัน”

บางครั้งคุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมตัวคุณถึงมีมุมมองการเงินแบบนี้? คนรักของคุณถึงมีมุมมองการเงินอีกแบบ? คำตอบของคำถาม คือ เพราะทุกคนมีภูมิหลัง หรือ Background ชีวิตไม่เหมือนกัน  Background ของแต่ละคนที่แสดงพฤติกรรมออกมาล้วนมาจาก Mindset ที่ถูกหล่อหลอมจากคำพูดที่เคยได้ยินฝังหัว ต้นแบบที่เคยเห็น เหตุการณ์ฝังใจที่เคยมีประสบการณ์ร่วมนั่นเอง 

.

นอกจากนี้ คุณต้องรู้จักบริหารความคาดหวังของกันและกันด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมาได้ เช่น คุณเกิดปัญหาทะเลาะกับคนรัก เพราะคนรักของคุณคาดหวังให้คุณเป็นคนทำงานหาเงินเข้าบ้าน เป็นคนจัดการเรื่องการเงินทุกอย่าง และต้องเป็นคนเก็บเงินให้เธอ เมื่อคุณมองให้ลึกลงไปถึง Background ว่า ทำไมคนรักของคุณถึงคาดหวังกับคุณเช่นนั้นก็พบว่า

ตอนเด็กๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่เธออยากกินขนม เธอจะวิ่งไปขอเงินแม่และกลับมามือเปล่า พร้อมกับคำพูดของแม่ที่จะบอกกับเธอเสมอว่า ‘ไปขอที่พ่อสิ พ่อเป็นคนถือเงินทั้งหมด’ หลังจากนั้นเธอจึงมีความเชื่อแบบฝังลึกว่า เงินทั้งหมดสมควรอยู่กับผู้ชาย ทำให้เธอคาดหวังว่า ผู้ชายจะหาเงินมาให้เธอใช้และเป็นคนคอยดูแลเงินให้ตลอด 

.

ข้อคิด: เหตุผลที่คุณต้องรู้ Background ของคนรัก เพราะคุณจะต้องทำความเข้าใจ บริหารความคาดหวัง พูดคุยและปรับตัวเข้าหากัน เพื่อลดความขัดแย้ง ไม่ทำให้การเงินกลายเป็นปัญหาของชีวิตคู่ และช่วยกันสร้างความรักให้ยืนยาวด้วยความเข้าใจ

เมื่อคุณลองปฏิบัติตาม 3 วิธีข้างต้นแล้ว เชื่อได้เลยว่า ความสัมพันธ์ดีๆ จะกลับมาหาคุณ ให้คุณคิดไว้เสมอว่า “ความรัก” ไม่ได้ทำให้ชีวิตของคุณแย่ แต่ “ความรัก” จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คุณรู้จักวางแผนการใช้เงินในรูปแบบที่ดีขึ้น เป็นกำลังให้คุณใช้ชีวิตและวางแผนอนาคตที่ชัดเจนขึ้น ในขณะเดียวกัน “เงิน” ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตรักของคุณแย่ แต่ ”เงิน” จะเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนความรักของคุณ ให้มีความสุขได้มากขึ้น มีความมั่นคงในชีวิตคู่มากขึ้นนั่นเอง 

.

คุณไม่จำเป็นต้องเลือกมีแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณสามารถให้ความรักและเงินเติบโตไปพร้อมๆ กันได้

.

หากคุณอยากรู้เคล็ดลับการจัดการการเงินไปพร้อมกับเรื่องอื่นๆ อีก พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการสร้างความสำเร็จทางชีวิตและการเงิน ทางเราขอแนะนำ สัมมนา Millionaire Mind Intensive สัมมนาที่อัดแน่นด้วยความรู้ ประสบการณ์ และเคล็ดลับตลอด 3 วัน ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการเงินของคุณไปตลอดกาล >> สนใจกด Banner ด้านล่างได้เลย!

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก