มีที่ดินเปล่า เอาไปทำอะไรดี?

มีที่ดินเปล่า เอาไปทำอะไรดี?

4 กลยุทธ์สร้างรายได้จากที่ดินเปล่าที่เจ้าของที่ดินทุกคนควรรู้ก่อนตัดสินใจ

กลั่นจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ
วิธีการตัดสินใจเลือกแนวทางพัฒนาที่ดินที่จะช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายของคุณ

คุณเคยคิดไหมว่าที่ดินเปล่าที่ถือครองอยู่นั้นกำลังเสียโอกาสในการสร้างรายได้อยู่ทุกวัน? ในขณะที่ราคาที่ดินอาจเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่การปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ ถือเป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนที่น่าเสียดาย

แล้วทำไมเจ้าของที่ดินหลายคนจึงปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าโดยไม่มีการพัฒนาล่ะ? สาเหตุหลักคือการขาดความรู้เชิงลึกในการวิเคราะห์ทางเลือกและการตัดสินใจว่าควรพัฒนาที่ดินในรูปแบบใด ระหว่างการตัดแบ่งแปลงขาย ปล่อยให้เช่า พัฒนาโครงการขนาดเล็ก หรือลงทุนในโครงการแนวสูง

บทความนี้จะเป็นคู่มือที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรพัฒนาที่ดินเปล่าของคุณในรูปแบบใด โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในแต่ละทางเลือก ทั้งเรื่องเงินลงทุน ความเสี่ยง ผลตอบแทน และระยะเวลาในการได้รับผลตอบแทน

1. การตัดแบ่งแปลงขาย

การตัดแบ่งแปลงขายเป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมมากที่สุดในการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการที่ดินสูง เช่น พื้นที่รอบเมืองที่กำลังขยายตัว หรือพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

ข้อดีของการตัดแบ่งแปลงขาย:

  • ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการพัฒนาโครงการก่อสร้าง
  • ระยะเวลาดำเนินการสั้นกว่า (6-18 เดือน)
  • สามารถทยอยขายและรับรู้รายได้ได้เร็ว
  • ความเสี่ยงต่ำกว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ผลตอบแทนรวมอาจต่ำกว่าการพัฒนาในรูปแบบอื่น
  • ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายผังเมือง และข้อบังคับการแบ่งแปลงที่ดิน
  • ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น ถนน ระบบสาธารณูปโภค
  • อาจมีปัญหาเรื่องภาษีหากไม่มีการวางแผนที่ดี

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ที่ดินควรอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อที่ดินสูง หรือพื้นที่ที่มีการขยายตัวของเมือง
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะกับที่ดินขนาดกลางถึงใหญ่ (5-50 ไร่)
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ควรศึกษากฎหมายผังเมือง และข้อบังคับการจัดสรรที่ดิน
  • สภาพตลาด: ควรมีความต้องการซื้อที่ดินในพื้นที่นั้น
  • เงินลงทุน: โดยทั่วไปต้องใช้เงินประมาณ 30-50% ของมูลค่าที่ดินเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและระบบสาธารณูปโภค

การตัดแบ่งแปลงที่ดินขายเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ช่วยให้ผู้ถือครองที่ดินสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่ำกว่าการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบอื่น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องมีการวางแผนด้านกฎหมายและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มผลกำไรสูงสุด หากเลือกทำเลที่เหมาะสม มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และเข้าใจข้อกำหนดทางกฎหมาย การแบ่งแปลงที่ดินขายก็สามารถเป็นอีกช่องทางในการสร้างผลตอบแทนที่ดี

2. การปล่อยให้เช่า

การปล่อยให้เช่าที่ดินเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับเจ้าของที่ดินที่ต้องการรายได้ประจำโดยไม่ต้องขายที่ดิน และไม่ต้องการลงทุนมากในการพัฒนา

ข้อดีของการปล่อยให้เช่า:

  • สร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว
  • ความเสี่ยงต่ำ เมื่อเทียบกับการพัฒนาโครงการ
  • ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินและได้รับประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าในอนาคต
  • ใช้เงินลงทุนน้อย

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ผลตอบแทนต่อปีค่อนข้างต่ำ (2-5% ของมูลค่าที่ดิน)
  • อาจมีปัญหากับผู้เช่าหากไม่มีการทำสัญญาที่รัดกุม
  • มีความเสี่ยงที่ผู้เช่าจะไม่ดูแลรักษาที่ดิน
  • อาจมีข้อจำกัดในการนำที่ดินไปพัฒนาในอนาคต หากสัญญาเช่ายังไม่หมดอายุ

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจ
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะได้กับทุกขนาด ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้เช่า
  • ความต้องการใช้เงินของเจ้าของ: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะสั้น
  • แผนการใช้ที่ดินในอนาคต: ต้องพิจารณาว่าต้องการใช้ที่ดินเองในอนาคตหรือไม่
  • การบริหารจัดการ: ต้องพร้อมที่จะบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้เช่า

การปล่อยเช่าที่ดินช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้องขายที่ดินและใช้เงินลงทุนน้อย ขณะที่ยังได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนต่อปีค่อนข้างต่ำ และอาจมีความท้าทายในการบริหารผู้เช่า แนวทางนี้เหมาะกับเจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องการใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะสั้น และอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพทางธุรกิจ ดังนั้นควรมีการวางแผนสัญญาและการบริหารจัดการที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3. การพัฒนาโครงการขนาดเล็ก

การพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เช่น บ้านจัดสรรขนาดเล็ก อาคารพาณิชย์ หรือโฮมออฟฟิศ เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับเจ้าของที่ดินที่มีเงินทุนเพียงพอและต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ข้อดีของการพัฒนาโครงการขนาดเล็ก:

  • ผลตอบแทนสูงกว่าการตัดแบ่งแปลงขายและการปล่อยให้เช่า
  • สามารถพัฒนาเป็นเฟสได้ ลดความเสี่ยงและการลงทุนในคราวเดียว
  • สร้างแบรนด์และชื่อเสียงในวงการอสังหาริมทรัพย์
  • มีโอกาสต่อยอดไปสู่โครงการที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ใช้เงินลงทุนสูง (200-500% ของมูลค่าที่ดิน)
  • ต้องมีความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ
  • มีความเสี่ยงด้านการตลาดและการขาย
  • ต้องบริหารจัดการทีมงานและผู้รับเหมาจำนวนมาก
  • ระยะเวลาดำเนินการนาน (2-4 ปี)

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ต้องสอดคล้องกับประเภทของโครงการและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะกับที่ดินขนาด 2-10 ไร่
  • เงินทุน: ต้องมีเงินทุนเพียงพอหรือสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • ประสบการณ์และทีมงาน: ควรมีทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์
  • สภาพตลาด: ต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในพื้นที่นั้นอย่างละเอียด

โครงการขนาดเล็กให้ผลตอบแทนสูง และสามารถพัฒนาเป็นเฟสเพื่อลดความเสี่ยง แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการบริหาร เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินทุนเพียงพอ มีประสบการณ์ หรือมีทีมงานที่เชี่ยวชาญ และต้องการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมต่อยอดสู่โครงการที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

4. การพัฒนาโครงการแนวสูง

การพัฒนาโครงการแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน หรืออพาร์ทเม้นท์ให้เช่า เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดแต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความซับซ้อนในการดำเนินการ

ข้อดีของการพัฒนาโครงการแนวสูง:

  • ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น (ROI 30-100%)
  • ใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างคุ้มค่าที่สุด (พัฒนา FAR ได้สูงสุด)
  • สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว (กรณีให้เช่า)
  • สร้างชื่อเสียงและแบรนด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ใช้เงินลงทุนสูงมาก (500-1,000% ของมูลค่าที่ดิน)
  • มีความเสี่ยงสูงด้านการตลาดและการขาย
  • ต้องมีความรู้และประสบการณ์เฉพาะทาง
  • ระยะเวลาดำเนินการนาน (3-5 ปี)
  • มีความซับซ้อนด้านกฎหมายและข้อบังคับมากกว่าทางเลือกอื่น
  • ต้องบริหารจัดการทีมงานขนาดใหญ่

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ต้องเป็นทำเลระดับ A ที่มีศักยภาพสูง
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะกับที่ดินขนาด 1-5 ไร่ ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ต้องศึกษากฎหมายผังเมือง FAR และข้อบังคับการก่อสร้างอย่างละเอียด
  • เงินทุน: ต้องมีเงินทุนสูงหรือสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่
  • ประสบการณ์และทีมงาน: จำเป็นต้องมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

การพัฒนาโครงการแนวสูงนั้นให้ผลตอบแทนสูงสุด และใช้ที่ดินได้อย่างคุ้มค่า แต่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล อีกทั้งมีความเสี่ยงสูง และใช้เวลาพัฒนายาวนาน เหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ หรือบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ที่มีประสบการณ์สูง และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ โดยต้องมีทำเลศักยภาพสูง ทีมงานเชี่ยวชาญ และเข้าใจข้อกฎหมายในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

 

นี่คือตารางเปรียบเทียบ 4 กลยุทธ์การพัฒนาที่ดิน

บทสรุปและคำแนะนำ

การพัฒนาที่ดินเปล่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ที่จะส่งผลต่อความมั่งคั่งทางการเงินในระยะยาว แต่ละกลยุทธ์มีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะพัฒนาที่ดินเปล่าอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์อย่างรอบด้านและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

ด้วยเหตุนี้เอง ที่แพน โฟ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้พัฒนาหลักสูตร SILPAKORN UNIVERSITY REAL ESTATE (SURE) ที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น 7 สัปดาห์ ออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐานอสังหาริมทรัพย์ ให้คุณได้เริ่มต้นก้าวแรกได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนด้วยเงินทุน แต่ลงทุนด้วยความรู้และประสบการณ์ 

อย่าปล่อยให้ที่ดินเปล่าของคุณเสียโอกาสในการสร้างมูลค่า เริ่มวางแผนการพัฒนาวันนี้ และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีค่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายของคุณ!

ดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่ https://panphogroup.com/sure หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

7 ข้อควรระวังสำหรับนักพัฒนาอสังหาฯมือใหม่

7 ข้อควรระวังสำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่

หลีกเลี่ยงหลุมพรางที่อาจทำให้การลงทุนอสังหาฯ ของคุณล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรก

เขียนโดย: บริษัท แพน โฟ จำกัด และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

คุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร? หลายคนเข้าสู่วงการนี้ด้วยความหวังสูงแต่กลับต้องเผชิญกับความผิดหวังเพราะไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม จากการสำรวจของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2023 พบว่า 68% ของผู้สนใจลงทุนยังไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความเสี่ยงและขาดความรู้


บทความนี้จะเตือนคุณถึง 7 ข้อควรระวังสำคัญที่มือใหม่มักมองข้าม เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจทำให้การลงทุนล้มเหลว

1. ความเข้าใจในโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การมองธุรกิจอสังหาฯ แบบแคบเกินไปเป็นความเสี่ยงร้ายแรง หลายคนคิดว่าแค่ซื้อที่ดินหรือสร้างอาคารก็พอ แต่ไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง การขาดความรู้พื้นฐานเหล่านี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดและพลาดโอกาสทำกำไร ควรระวังการลงทุนโดยไม่ศึกษาภาพรวมของตลาดให้ดีก่อน

2. การออกแบบและพัฒนาโครงการ

การพัฒนาโครงการโดยไม่เข้าใจความต้องการของตลาดคือความเสี่ยงสูง นักลงทุนมือใหม่มักหลงใหลในแนวคิดการออกแบบของตนเองจนลืมคำนึงถึงผู้ซื้อ การไม่ให้ความสำคัญกับเทรนด์ Green Architect เป็นอีกจุดอ่อนที่จะทำให้โครงการล้าสมัยและยากต่อการขายในระยะยาว

3. การบริหารต้นทุนและงบประมาณ

อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนสูง การประเมินต้นทุนต่ำเกินไปเป็นหายนะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ หลายโครงการล้มเหลวเพราะเงินหมดก่อนโครงการเสร็จ การไม่มีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือการเลือกวัสดุโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนระยะยาวเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง

4. ด้านกลยุทธ์การตลาดและการขาย

แม้จะมีโครงการที่ยอดเยี่ยมแต่หากขาดกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ทุกอย่างอาจสูญเปล่า การตั้งราคาผิดพลาด การเลือกช่องทางการตลาดที่ไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย หรือการละเลยการตลาดออนไลน์ในยุคดิจิทัลเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ควรระวังการลงทุนโดยไม่มีแผนการตลาดที่ชัดเจน

  1. แหล่งเงินทุนและการขอสินเชื่อ

มือใหม่มักประสบปัญหาด้านเงินทุนจากการเตรียมตัวไม่พร้อม การยื่นขอสินเชื่อโดยไม่เข้าใจเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย หรือการมองข้ามแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่นที่อาจเหมาะสมกว่า เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ทำความเข้าใจเรื่องการเงินให้ถ่องแท้ก่อนลงทุน

  1. การบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง

ความล้มเหลวในการบริหารโครงการเป็นสาเหตุสำคัญของความล่าช้าและต้นทุนที่บานปลาย การไม่ทำสัญญาก่อสร้างที่รัดกุม การขาดการควบคุมคุณภาพ หรือการไม่มีแผนบริหารจัดการทรัพย์สินที่ดี เป็นข้อควรระวังที่อาจทำให้โครงการล่มสลายได้

  1. การขาดประสบการณ์จริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

การเรียนรู้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจที่ซับซ้อนเช่นนี้ นักลงทุนมือใหม่ควรระวังการตัดสินใจโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ การไม่ลงมือปฏิบัติจริงหรือเข้าร่วม Workshop เพื่อฝึกฝนทักษะก่อนลงทุนจริงอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ไม่จำเป็น

บทสรุปและคำแนะนำ

การหลีกเลี่ยงข้อควรระวังทั้ง 7 ประการข้างต้นเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้จะมีความท้าทายมากมาย แต่โอกาสก็ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว 

“รากฐานความสำเร็จในอสังหาฯ ไม่ได้อยู่ที่ที่ดินหรือเงินทุนล้นฟ้า แต่อยู่ที่ความรู้ล้ำค่าก่อนลงมือทำ”

เพราะความรู้เป็นสิ่งล้ำค่าในการเริ่มต้นทำธุรกิจและการลงทุน การขาดความรู้ก่อนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ คือความเสี่ยงสูงสุดที่ผู้ที่สนใจอสังหาริมทรัพย์จะสามารถผิพลาดได้ เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่ครอบคลุมทั้งในเชิงบริหารจัดการ การออกแบบ การเงิน การตลาด ฯลฯ อย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทความข้างต้น

ด้วยเหตุนี้เอง ที่แพน โฟ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้พัฒนาหลักสูตร SILPAKORN UNIVERSITY REAL ESTATE (SURE) ที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น 7 สัปดาห์ ออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐานอสังหาริมทรัพย์ ให้คุณได้เริ่มต้นก้าวแรกได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนด้วยเงินทุน แต่ลงทุนด้วยความรู้และประสบการณ์ ซึ่งคุณจะได้รับจากหลักสูตรของเรา โดยคุณสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://panpho.com/events/sure-program/ หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

วิธีรับมือกับ “ภัยมืด” ของ SEC สหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนคริปโตไทยเสียเงินแบบไม่รู้ตัว

วิธีรับมือกับ “ภัยมืด” ของ SEC สหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนคริปโตไทยเสียเงินแบบไม่รู้ตัว

วิธีการจัดการต้นทุนแฝงของการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ (SEC) สหรัฐฯ

เข้าใจต้นทุนแฝงของการลงทุนใน Cryptocurrencies กับความไม่แน่นอนจากนโยบายของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ

เขียนโดย: Dr. Aman Saggu อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอเรนซี่และเทคโนโลยีการเงิน

ลองจินตนาการว่าคุณตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง เปิดแอพเช็คพอร์ตโฟลิโอคริปโตของคุณ และพบว่ามูลค่าลดลงไป 20% ในชั่วข้ามคืน คุณรีบค้นหาข่าวสารและพบว่าไม่มีปัญหาทางเทคนิคหรือการแฮ็ก แต่เป็นเพียงการที่ SEC สหรัฐฯ ประกาศว่ากำลังตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลที่คุณถือว่าอาจเข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์” ตาม Howey Test ที่มีอายุกว่า 80 ปี นี่คือความเป็นจริงที่นักลงทุนคริปโตทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยต้องเผชิญอยู่ทุกวัน

ตลาดสกุลเงินดิจิทัลที่เคยเฟื่องฟูด้วยนวัตกรรมอันรวดเร็วกำลังถูกบั่นทอนด้วยความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (U.S. Securities and Exchange Commission: SEC) กำลังใช้วิธีการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนักหน่วง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ แก่นของความไม่แน่นอนนี้คือการที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ พึ่งพาการทดสอบ Howey ซึ่งเป็นมาตรฐานทางกฎหมายจากปี 1946 เพื่อจำแนกสินทรัพย์ดิจิทัลว่าเป็นหลักทรัพย์หรือไม่

คุณเคยรู้สึกสับสนกับกฎเกณฑ์คริปโตที่ไม่ชัดเจนหรือไม่? คุณเคยสูญเสียเงินเพราะการประกาศของหน่วยงานกำกับดูแลที่ทำให้ตลาดดิ่งลงอย่างรวดเร็วหรือไม่? ถ้าใช่ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและคุณจะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร

Howey Test คืออะไร และทำไมมันสำคัญสำหรับคุณ

Howey Test เป็นการทดสอบทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในปี 1946 เพื่อกำหนดว่าธุรกรรมใดถือเป็นสัญญาการลงทุนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยมีที่มาเริ่มต้นจากบริษัทชื่อ W.J. Howey Co. ที่ได้ทำการขายสวนส้มพร้อมข้อตกลงให้เช่ากลับมาเพื่อจัดการที่ดินและแบ่งปันผลกำไร ซึ่งในเวลานั้น เกิดกลายเป็นข้อถกเถียงว่าสวนส้มดังกล่าว ถือเป็นการลงทุนหรือไม่?

โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ในเวลานั้นได้ทำการโต้แย้งว่า ธุรกรรมการที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นสัญญาการลงทุนภายใต้กฎระเบียบหลักทรัพย์ โดยได้ใช้ปัจจัยและคุณลักษณะดังต่อไปนี้:

  1. มีการลงทุนด้วยเงิน – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าวนั้นถูกซื้อ-ขายด้วยเงิน (Fiat Money) หรือไม่เพื่อที่จะได้สินทรัพย์นั้นมา
  2. มีส่วนร่วมของบริษัท/ ผู้ดูแล – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าวนั้นออกโดยกลุ่มธุรกิจและมีผู้ดูแลหรือไม่
  3. มีความคาดหวังในผลกำไร – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าว เมื่อเกิดธุรกรรมแล้ว สินทรัพย์นั้นถูกคาดหวังให้เกิดกำไรหรือไม่?
  4. มีกำไรมาจากการทำงานของคนอื่น – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าวนั้นมีที่มาจากความพยายามของผู้อื่นเป็นหลักหรือเกิดจากน้ำพักและน้ำแรงของเราเพื่อขับเคลื่อนกลไกกำไร

อาจฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่การทดสอบนี้ยังคงใช้ในปัจจุบันเพื่อตัดสินว่าการลงทุนต่างๆ รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล ควรถูกกำกับดูแลเป็นหลักทรัพย์หรือไม่

ทำไมนักลงทุนอย่างคุณควรให้ความสำคัญ

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ใช้ Howey Test ที่มีอายุกว่า 80 ปีในการตัดสินว่าสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ หากถูกติดป้ายว่าเป็น ‘หลักทรัพย์’ สินทรัพย์คริปโตอาจต้องจดทะเบียน เปิดเผยข้อมูลทางการเงิน และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด นี่สร้างความท้าทายอย่างมากสำหรับสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ ซึ่งมักขาดผู้มีอำนาจแบบรวมศูนย์

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ อ้างว่า Howey Test ช่วยคุ้มครองนักลงทุนและรับรองความมั่นคงของตลาด อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์โต้แย้งว่าวิธีการที่เน้นการบังคับใช้มากเกินไปนี้สร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่นักลงุทนได้รับ

ตัวอย่างเช่น เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  ประกาศว่า XRP ของ Ripple เป็นหลักทรัพย์ ทำให้เกิดความสับสน การเพิกถอนจากตลาดแลกเปลี่ยน และนักลงทุนสูญเสียเงินคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ให้แนวทางที่ชัดเจน ทำให้กระบวนการคาดเดาไม่ได้ แม้จะเหมาะสำหรับการจัดการทางการเงินแบบดั้งเดิมเช่นสวนส้ม แต่ Howey Test ก็ยังไม่สามารถรับมือกับความซับซ้อนของสกุลเงินดิจิทัลยุคปัจจุบัน

งานวิจัยของเรา: คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตอย่างไร

งานวิจัยของเรา “Uncertain Regulations, Definite Impacts: The US SEC’s Regulatory Interventions and Their Effects on Crypto Assets” ศึกษาว่าการกระทำของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  ส่งผลต่อตลาดสกุลเงินดิจิทัลอย่างไร เราเก็บข้อมูลจากเอกสารทางการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  แถลงการณ์ ข่าวสาร และข้อมูลการซื้อขายรายวัน

เราใช้วิธีการศึกษาเหตุการณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างพื้นฐานว่าสินทรัพย์คริปโตแต่ละตัวทำงานอย่างไรภายใต้สภาวะตลาดปกติ และเทียบกับผลการดำเนินการจริงของสินทรัพย์หลังการประกาศ ช่องว่างระหว่างผลลัพธ์ที่คาดหวังและสังเกตได้ หรือที่เรียกว่า “ผลตอบแทนผิดปกติ” ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเฉพาะของการกระทำของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ต่อพฤติกรรมตลาด

ปฏิกิริยาของตลาดต่อการประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ

ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว: สินทรัพย์คริปโตที่ถูกติดป้ายว่าเป็น ‘หลักทรัพย์’ มีมูลค่าลดลงเฉลี่ย 5% ภายใน 3 วันหลังจากการประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ และความสูญเสียเพิ่มขึ้นเป็น 17% ภายในหนึ่งเดือน

ปริมาณการซื้อขายลดลง: ความลังเลของนักลงทุนหลังการประกาศนำไปสู่กิจกรรมการซื้อขายที่ลดลง ซึ่งทำให้ราคาลดลงมากขึ้น ปริมาณการซื้อขายมักจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในสัปดาห์แรก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของตลาดและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง

ความเปราะบางของสินทรัพย์คริปโตที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่: สินทรัพย์คริปโตที่มีชื่อเสียงมากกว่าซึ่งมีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่เผชิญกับความสูญเสียที่สำคัญ ความมองเห็นได้ทำให้พวกเขาเป็นเป้าหมายหลักสำหรับกฎระเบียบในอนาคต และผลกระทบจากการลดลงของพวกเขาสามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบนิเวศคริปโต

ผลกระทบรุนแรงต่อสินทรัพย์คริปโตที่มีสภาพคล่องต่ำและมูลค่าตลาดเล็ก: สินทรัพย์คริปโตที่เล็กกว่าและมีสภาพคล่องน้อยกว่าประสบกับความสูญเสียที่ไม่สมส่วน ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำมีปัญหากับราคาที่ผันผวนสูง เนื่องจากผู้ขายพบว่ายากที่จะหาผู้ซื้อ ทำให้การลดลงยิ่งรุนแรง

ความผันผวนเพิ่มขึ้น: ความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบสร้างความไม่มั่นคงด้านราคา โดยความผันผวนสูงสุดภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการดำเนินการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ รูปแบบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนระยะยาวไม่กล้าลงทุน ยิ่งทำให้สภาพคล่องของตลาดตึงตัวมากขึ้น

ผลกระทบในวงกว้าง

กิจกรรมก่อนการประกาศ: หลักฐานบ่งชี้ว่ามีการซื้อขายที่มีข้อมูลล่วงหน้าก่อนการดำเนินการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  โดยสังเกตเห็นปริมาณการซื้อขายผิดปกติในสินทรัพย์เฉพาะหลายวันก่อนการประกาศ

การบรรเทาโดยความรู้สึกของตลาด: เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ติดป้ายสินทรัพย์คริปโตว่าเป็นหลักทรัพย์ในช่วงที่ความรู้สึกการลงทุนเป็นบวก ความรู้สึกช่วยบรรเทาการลดลงแต่ไม่สามารถกลับทิศทางได้

การระบาดทั่วทั้งภาคส่วน: การกระทำด้านกฎระเบียบที่มุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์คริปโตเฉพาะก่อให้เกิดการปรับฐานทั่วทั้งภาคส่วน โดยสินทรัพย์คริปโตที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ประสบกับการขายทิ้งเช่นกัน ผลกระทบการแพร่ระบาดนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนักลงทุนอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเป้าหมายในอนาคต

สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับนักลงทุนอย่างคุณ?

ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่าการกระทำทางกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอและคาดเดาไม่ได้ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อนักลงทุนรายย่อย เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ จัดประเภทสินทรัพย์คริปโตเป็นหลักทรัพย์อย่างกะทันหัน จะส่งผลกระทบต่อพลวัตปกติของตลาด

งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าการประกาศดังกล่าวทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็วและปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักลงทุนทั่วไปเสี่ยงต่อการสูญเสียทางการเงินอย่างกะทันหัน การกระทำเหล่านี้ยังผลักดันกิจกรรมไปสู่แพลตฟอร์มที่ไม่มีการกำกับดูแล ซึ่งอาจขาดการคุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้เข้าร่วม

ผลกระทบทางอารมณ์ของการแทรกแซงจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ต่อนักลงทุนมีนัยสำคัญ บนแพลตฟอร์มเช่น Reddit ในกลุ่ม r/cryptocurrency ผู้ใช้มักแบ่งปันประสบการณ์ของความเครียด วิตกกังวล และแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงในช่วงตลาดลดลงอย่างรวดเร็วที่เกิดจากการประกาศกฎระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

กฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนและไม่สม่ำเสมอทำร้ายตลาดการเงินโดยสร้างความไม่แน่นอนและลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเทคโนโลยีเกิดใหม่เช่นสกุลเงินดิจิทัล การกระทำที่คาดเดาไม่ได้เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาด ทำให้นักลงทุนรายย่อยเสี่ยงต่อความเสี่ยงที่สำคัญและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

ผลกระทบในประเทศไทย

แม้ว่าประเทศไทยจะมีหน่วยงานกำกับดูแลของตัวเอง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่การตัดสินใจโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  สหรัฐฯ มักส่งผลกระทบผ่านตลาดโลก ส่งผลต่อนักลงทุนคริปโตไทย เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ ดำเนินการบังคับใช้ เช่น การจัดประเภทสินทรัพย์คริปโตเป็นหลักทรัพย์ สามารถกระตุ้นการตอบสนองของตลาดอย่างกว้างขวางที่รู้สึกได้ในท้องถิ่น

ราคาลดลง: การประกาศกฎระเบียบในสหรัฐฯ มักนำไปสู่การขายทิ้งทั่วโลก ทำให้ราคาสินทรัพย์คริปโตลดลงในตลาดแลกเปลี่ยนของไทยเช่นกัน

ปัญหาสภาพคล่อง: ปริมาณการซื้อขายที่ต่ำลงทั่วโลกทำให้นักลงทุนไทยขายสินทรัพย์คริปโตได้ยากขึ้นในราคาที่น่าพอใจ เพิ่มความท้าทายในการออกจากตำแหน่ง

นโยบายการแลกเปลี่ยน: แพลตฟอร์มคริปโตไทยอาจตอบสนองต่อแนวโน้มโลกโดยเพิกถอนสินทรัพย์คริปโตที่ถูกระบุโดย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  จำกัดตัวเลือกการซื้อขายสำหรับผู้ใช้ในประเทศ

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น: ความผันผวนที่เกิดจากการกระทำเหล่านี้สามารถทำให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ได้เตรียมพร้อม เสี่ยงต่อการสูญเสียอย่างกะทันหันและความเครียดในตลาด

การเชื่อมโยงกันนี้เน้นให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดคริปโตไทยต่อการตัดสินใจด้านกฎระเบียบภายนอก เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดสกุลเงินดิจิทัลโลก การกระทำของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักลงทุนไทยต้องติดตามข้อมูล กระจายพอร์ตโฟลิโอ และเข้าใจผลกระทบของแนวโน้มการกำกับดูแลระหว่างประเทศ

อนาคตของการกำกับดูแลคริปโต

เมื่อประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ Gary Gensler ลงจากตำแหน่งและ Paul Atkins ก้าวขึ้นมาเพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่ง ผู้นำที่กำลังจะมาถึงเผชิญกับความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปวิธีการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล การพึ่งพาการบังคับใช้เป็นกรณีๆ ไปพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ สร้างความไม่มั่นคงและความไม่แน่นอนในตลาดโลก

กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับการเติบโตของตลาด ทำให้มั่นใจว่านวัตกรรมได้รับการสนับสนุนแทนที่จะถูกขัดขวาง โดยการแก้ไขความไม่สม่ำเสมอในอดีตและกำหนดแนวทางที่โปร่งใสคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตลาดใหม่ ลดความผันผวน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงผู้ที่อยู่ในตลาดที่เชื่อมโยงกันเช่นประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบนิเวศสกุลเงินดิจิทัลที่เฟื่องฟูและยืดหยุ่นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

Paul Atkins : ประธานคนปัจจุบันของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (U.S. Securities and Exchange Commission: SEC )

บทสรุป: ควรทำอย่างไรเมื่อ “พายุกฎระเบียบ” จาก SEC สหรัฐฯ เข้ามาในตลาดคริปโต

การศึกษาวิจัยของเราเปิดเผยว่าการกำกับดูแลแบบไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ได้ทำลายมูลค่าของนักลงทุนคริปโตทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้ Howey Test อายุกว่า 80 ปีมาตัดสินเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกประกาศว่าเป็น “หลักทรัพย์” มีมูลค่าลดลงเฉลี่ย 17% ภายในหนึ่งเดือน

ความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคา แต่ยังทำให้เกิดการแพร่ระบาดทั่วทั้งภาคส่วน ทำให้สินทรัพย์คริปโตที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็มีมูลค่าลดลงเช่นกัน ตลาดในประเทศไทยถึงแม้จะมีหน่วยงานกำกับดูแลของตัวเอง แต่ยังคงเชื่อมโยงกับตลาดโลกและได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะนักลงทุน คุณสามารถลดความเสี่ยงได้โดย:

  1. ติดตามข่าวสารกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด ทั้งในและต่างประเทศ
  2. กระจายการลงทุนให้ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภท
  3. พิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มถูกจัดประเภทเป็นสกุลเงินมากกว่าหลักทรัพย์
  4. ตั้งคำสั่ง stop-loss เพื่อป้องกันการลดลงอย่างรุนแรง
  5. มองหาโอกาสในช่วงที่ตลาดตกเพราะการประกาศทางกฎระเบียบ ซึ่งมักเกินจริงเมื่อเทียบกับผลกระทบระยะยาว

อนาคตของการกำกับดูแลคริปโตกำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีความหวังว่าผู้นำคนใหม่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ จะสร้างกรอบที่ชัดเจนและสม่ำเสมอมากขึ้น การเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนของตลาดจากการประกาศทางกฎระเบียบจะช่วยให้นักลงทุนสามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุและอาจพบโอกาสในขณะที่คนอื่นตื่นตระหนก

อ่านบทความเพิ่มเติมของอาจารย์ Saggu, A., Ante, L., & Kopiec, K. (2024). Uncertain Regulations, Definite Impacts: The Impact of the US Securities and Exchange Commission’s Regulatory Interventions on Crypto Assets. Finance Research Letters, 72, 106413. https://doi.org/10.1016/j.frl.2024.106413

เขียนโดย Dr. Aman Saggu., B.S., M.S., Ph.D.,
Lecturer in Cryptoeconomics & Banking, Mahidol University International College (MUIC)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐกิจเทคโนโลยีคริปโตจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ติดต่อได้ที่ aman.sag@mahidol.edu

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

แฟนโทเคนกับกีฬา: เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าฐานแฟนกีฬาอย่างไร

แฟนโทเคนกับกีฬา: เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าฐานแฟนกีฬาอย่างไร

แฟนโทเคนกับกีฬา: เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าฐานแฟนกีฬาอย่างไร

วิธีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่ม Brand Loyalty อย่างก้าวกระโดด

เขียนโดย: Dr. Aman Saggu อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอเรนซี่และเทคโนโลยีการเงิน

ลองจินตนาการถึงคืนวันเสาร์ที่คุณนั่งดูการแข่งขันฟุตบอลทีมโปรดอยู่ที่บ้าน ขณะที่กำลังลุ้นระทึกไปกับจังหวะการทำประตู จู่ๆ สมาร์ทโฟนของคุณก็สั่น แจ้งเตือนว่าสโมสรกำลังให้แฟนๆ ร่วมโหวตเลือกชุดแข่งสำหรับฤดูกาลหน้า หรือแม้แต่เสนอความเห็นเกี่ยวกับแผนการซื้อนักเตะใหม่ ด้วยแฟนโทเคนที่คุณถืออยู่ คุณไม่ใช่แค่ผู้ชมอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจที่จะกำหนดอนาคตของสโมสร นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในวงการกีฬาทั่วโลก ผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า “แฟนโทเคน” (Fan Token)

ในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกีฬากับแฟนๆ มักเป็นการสื่อสารทางเดียว แฟนกีฬาซื้อตั๋ว ซื้อของที่ระลึก และคอยเชียร์ทีมอย่างเหนียวแน่น แต่แทบไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสโมสรเลย อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมใหม่ในเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้: นั่นคือ “แฟนโทเคน” (Fan Token) สินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบใหม่นี้กำลังปฏิวัติวิธีที่แฟนกีฬาโต้ตอบกับทีมที่พวกเขารัก เปลี่ยนจากการเป็นแค่ผู้ชมให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของสโมสร

ศักราชใหม่ของการมีส่วนร่วมในวงการกีฬา

แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของแฟนกีฬาได้พัฒนาไปอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา วิธีการแบบเดิมๆ เช่น การโหวตในโซเชียลมีเดีย หรือการเป็นสมาชิกแฟนคลับ กำลังถูกแทนที่ด้วยวิธีการที่ทำให้แฟนๆ มีส่วนร่วมมากขึ้น อ้างอิงจากงานวิจัยล่าสุดโดย ดร.อมาน ซักกู และคณะ (2024) พบว่าตลาดแฟนโทเคนเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคม 2024 ตัวเลขที่น่าทึ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแฟนกีฬากำลังมองหาวิธีที่จะเชื่อมต่อกับทีมที่พวกเขารักในรูปแบบที่มีความหมายมากขึ้น

แฟนโทเคนไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ดิจิทัลธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่องค์กรกีฬามองและให้คุณค่ากับแฟนๆ ของพวกเขา สโมสรชั้นนำระดับโลกอย่าง เอฟซี บาร์เซโลนา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีมฟอร์มูล่า 1 ต่างนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ แม้แต่แบรนด์มอเตอร์สปอร์ตดั้งเดิมอย่างแอสตัน มาร์ติน และอัลฟ่า โรมีโอ ก็ยังร่วมกระแสนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงการยอมรับอย่างกว้างขวางต่อวิธีการใหม่นี้ในการสร้างการมีส่วนร่วมกับแฟนๆ

ทำความเข้าใจระบบนิเวศของแฟนโทเคน

แก่นแท้ของแฟนโทเคนคือการเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนที่ให้สิทธิ์ในการโหวตเรื่องต่างๆ ของสโมสรแก่ผู้ถือ ต่างจากการลงทุนในกีฬาแบบดั้งเดิมที่เน้นผลตอบแทนทางการเงิน แฟนโทเคนให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการสร้างชุมชน ความแตกต่างนี้สำคัญมากในการทำความเข้าใจผลกระทบปฏิวัติวงการที่มีต่อการเป็นแฟนกีฬา

ขอบเขตของอิทธิพลจากแฟนโทเคนครอบคลุมตั้งแต่การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเลือกเพลงในสนาม หรือการออกแบบชุดแข่ง ไปจนถึงเรื่องสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินงานของสโมสร การทำให้การตัดสินใจเป็นประชาธิปไตยแบบนี้ได้สร้างรูปแบบใหม่ของการบริหารจัดการกีฬา ที่แฟนๆ มีส่วนได้ส่วนเสียที่จับต้องได้ในการพัฒนาของสโมสร

ผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของแฟนๆ: ตัวเลขกำลังบอกอะไรเรา

ประสิทธิภาพของแฟนโทเคนในการสร้างการมีส่วนร่วมนั้นได้สะท้อนออกมาด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ การศึกษาวิเคราะห์การเปิดให้โหวตผ่านแฟนโทเคน 3,576 ครั้ง แสดงให้เห็นอัตราการมีส่วนร่วมที่น่าประทับใจ โดยแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมการโหวตเฉลี่ย 4,003 โหวต/ ครั้ง หรือประมาณ 50% ของผู้ถือโทเคนทั้งหมด ระดับการมีส่วนร่วมนี้แสดงให้เห็นถึงแรงดึงดูดอันแข็งแกร่งของการมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจของสโมสรเมื่อเทียบกับการโหวตแบบธรรมดา..

หลักการสู่ความสำเร็จในการสร้างการมีส่วนร่วมผ่านแฟนโทเคน

งานวิจัยระบุปัจจัยสำคัญหลายประการที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการริเริ่มแฟนโทเคน:

1. เนื้อหาที่สร้างการตอบรับ

หัวข้อที่เชื่อมต่อกับความสนใจของแฟนๆ โดยตรงสร้างอัตราการมีส่วนร่วมสูงสุด การโหวตเกี่ยวกับองค์ประกอบ “การออกแบบใหม่” และ “การเล่นที่ดีที่สุด” ดึงดูดการมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ บ่งชี้ว่าแฟนๆ ต้องการมีอิทธิพลต่อตัวตนของทีมและร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จ ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยให้สโมสรสามารถจัดโครงสร้างข้อเสนอการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมให้สูงสุด

2. พลังของข้อจำกัด

ในทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ การกำหนดขีดจำกัดอำนาจการโหวตผ่านการจำกัดโทเคนพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม กลไกนี้ป้องกันการกระจุกตัวของอิทธิพลในกลุ่มผู้ถือโทเคนที่มีฐานะ และส่งเสริมการตัดสินใจที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าข้อจำกัดที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่แข็งขันและเท่าเทียมกันมากขึ้น

3. ความเรียบง่ายในการออกแบบ

งานวิจัยเผยว่ากลไกการโหวตที่ง่ายกว่าและมีตัวเลือกน้อยกว่ามักสร้างอัตราการมีส่วนร่วมที่สูงกว่า ข้อค้นพบนี้เน้นย้ำความสำคัญของการทำให้กระบวนการบริหารจัดการเข้าถึงได้ง่ายและใช้งานง่าย เพื่อให้แน่ใจว่าความซับซ้อนทางเทคนิคไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วม

ความท้าทายและทิศทางในอนาคต

เราอาจจะเห็นว่าแฟนโทเคนนั้น แม้จะประสบความสำเร็จในวงการบันเทิง กีฬา และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างปฎิสัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างองค์กรกับฐานแฟนๆ แต่แฟนโทเคนยังเผชิญความท้าทายสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว:

1. การมีส่วนร่วมที่มีความหมาย ในขณะที่การตัดสินใจในการบริหารจัดการปัจจุบันมักเน้นไปที่เรื่องรอบนอก กำลังมีแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้แฟนๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญมากขึ้น ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมที่มีความหมายของแฟนๆ กับความจำเป็นในการบริหารจัดการองค์กรกีฬาอย่างมืออาชีพ

2. การกระจายโทเคนและอิทธิพล ความสัมพันธ์ระหว่างการถือครองโทเคนและอำนาจการโหวตก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเท่าเทียมและอิทธิพล การหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการให้รางวัลกับการลงทุนและการรักษาการมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

3. อนาคตของการมีส่วนร่วมของแฟนกีฬา เมื่อมองไปข้างหน้า แฟนโทเคนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการบริหารจัดการกีฬาและการมีส่วนร่วมของแฟนๆ เทคโนโลยียังคงพัฒนาต่อไป เปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเชื่อมต่อที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างทีมและผู้สนับสนุน

ความสำเร็จของการใช้งานในปัจจุบันชี้ให้เห็นทิศทางที่น่าสนใจหลายประการสำหรับการพัฒนาในอนาคตสำหรับธุรกิจ:

  1. การบูรณาการกับโครงสร้างการบริหารจัดการฐานแฟนในวงกว้างและเป็นระบบมากขึ้น อาจให้แฟนๆ มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
  2. กลไกการมีปฏิสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้น ไวขึ้น และตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น ที่ก้าวไปไกลกว่าการโหวตแบบง่ายๆ ไปสู่รูปแบบการมีส่วนร่วมที่ซับซ้อนมากขึ้น
  3. การพัฒนาระบบรางวัลใหม่ๆ ที่ยอมรับและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการมีส่วนร่วมของแฟนๆ อย่างต่อเนื่อง

บทสรุป

การเติบโตของแฟนโทเคนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิวัฒนาการของการเป็นแฟนกีฬา ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชน องค์กรกีฬากำลังสร้างช่องทางใหม่ๆ สำหรับการมีส่วนร่วมของแฟนๆ ที่มีความหมายมากกว่ารูปแบบการสนับสนุนแบบดั้งเดิม ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับโอกาส แฟนๆ ยินดีที่จะรับเอากลไกใหม่ๆ เหล่านี้มาใช้ในการมีส่วนร่วม ชี้ให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสสำหรับการบริหารจัดการกีฬาที่ใช้โทเคนเป็นฐาน

ในขณะที่วงการแฟนโทเคนยังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลอดเวลาหลายปีนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการเป็นแฟนกีฬาสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป สร้างชุมชนแฟนๆ ที่มีส่วนร่วม มีพลัง และเชื่อมต่อกันมากขึ้น ความสำเร็จของแฟนโทเคนแสดงให้เห็นว่าอนาคตของกีฬาไม่ได้อยู่แค่การดูการแข่งขัน แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการตัดสินใจที่หล่อหลอมทีมที่เรารัก

อ่านบทความเพิ่มเติมของอาจารย์ Dr. Aman Saggu ได้ที่ Reference: Ante, L., Saggu, A., Schellinger, B. et al. Voting participation and engagement in blockchain-based fan tokens. Electron Markets 34, 26 (2024). https://doi.org/10.1007/s12525-024-00709-z

เขียนโดย Dr. Aman Saggu., B.S., M.S., Ph.D.,
Lecturer in Cryptoeconomics & Banking, Mahidol University International College (MUIC)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐกิจเทคโนโลยีคริปโตจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ติดต่อได้ที่ aman.sag@mahidol.edu

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

ทำไมธุรกิจไทยถึงเริ่มหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมกันล่ะ? แล้วเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต้องใส่ใจไหม?

ทำไมธุรกิจไทยถึงเริ่มหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมกันล่ะ? แล้วเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต้องใส่ใจไหม?

ทำไมธุรกิจไทยถึงเริ่มหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมกันล่ะ? แล้วเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต้องใส่ใจไหม?

ทุกวันนี้ คำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำฮิตที่นักการตลาดหรือไอดอลธุรกิจพูดกันเท่ๆ ในงานสัมมนาหรือสื่ออีกต่อไป แต่มันกำลังจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจในเวลาอีกไม่กี่ปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่บริษัทต่างๆ หันมาทำธุรกิจแบบ “ยั่งยืน” กันแบบไม่ขาดสายกันเลยในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้

แต่รู้มั้ยว่าที่เป็นแบบนี้ ไม่ได้เป็นเพราะกฎหมายบังคับ (ซึ่งจริงๆ แล้วจะเริ่มบังคับในอีกไม่กี่ปีนี้แล้ว) หรือลูกค้าเรียกร้องอย่างเดียวนะ แต่เป็นเพราะด้วยสัญชาติญาณที่ติดตัวชาวไทยมาช้านาน นั่นคือการที่ “เห็นเพื่อนทำแล้วอยากทำบ้าง” ซึ่งนักวิชาการเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “การทำตามๆ กัน” หรือ “พฤติกรรมแบบฝูง (collective behavior)” ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของบริษัทไทยทั้งเล็กและใหญ่เกี่ยวกับบทบาทของตัวเองในการดูแลสิ่งแวดล้อม

และสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก เทรนด์นี้ถือเป็นทั้งแรงบันดาลใจและโอกาสทองเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ และธุรกิจเล็กๆ จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง

ทำไมถึงทำตามๆ กัน?

หลายคนอาจคิดว่าที่บริษัทหันมาทำธุรกิจแบบรักษ์โลกก็เพราะอยากทำดีหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่จริงๆ แล้ว การตัดสินใจ “Go Green” ของบริษัทในประเทศไทย  ไม่ได้เกิดจากเพียงว่า “เพราะอยู่ๆ โลกมันร้อน พี่เลยอยากทำเพื่อโลกบ้าง” แต่จากงานวิจัยของผศ. ดร. ธนฤกษ์ ธนกิจสมบัติ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ได้ให้ความเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายบริษัทวิ่งเข้าสู่การเป็นบริษัทที่เน้น “ความยั่งยืน” นั้นเกิดจากปัจจัยที่เรียกว่า “การไม่ยอมตกขบวน”

อาการ “การไม่ยอมตกขบวน” นั้น ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนกับที่เราๆ มักรู้สึกอยากทำตามเมื่อเห็นเพื่อนๆ ทำอะไรสักอย่าง ธุรกิจก็เช่นกัน พอเห็นคู่แข่งทำอะไรดีๆ ก็อยากทำบ้าง

ในประเทศไทย เราจะเห็นพฤติกรรมแบบนี้ชัดมากในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าบริษัทใหญ่ๆ สักที่เริ่มประกาศนโยบายรักษ์โลก เดี๋ยวอีกสักพักก็มีคนทำตาม (โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเดียวกัน) และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการอยากดูดี แต่เป็นเพราะมีแรงกดดันทางการแข่งขัน ในตลาด การทำธุรกิจแบบยั่งยืนช่วยดึงดูดนักลงทุน สร้างชื่อเสียงที่ดี และสร้างความผูกพันกับลูกค้าที่รักษ์โลก พูดง่ายๆ คือ พอเห็นคนอื่นได้รับความสนใจและผลตอบแทนดีๆ จากการรักษ์โลก ก็อยากเข้าร่วมวงด้วย

จะรักษ์โลกไปทำไมกัน?

การหันมาทำธุรกิจแบบรักษ์โลกในประเทศไทยไม่ใช่แค่กระแสชั่วครู่ ที่เราอาจบางครั้งเผลอถามตัวเองไปว่า “เราคิดไปเองหรือเปล่าว่าคนไทยดูรักษ์โลกกันจัง” แต่แท้ที่จริงแล้ว กระแสนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนถ่ายทั่วโลก ตอนนี้รัฐบาลและบริษัทต่างๆ ทั่วโลกกำลังปรับตัวให้เข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ซึ่งศหลายประเทศปรับใช้ในการคัดกรองการรับเข้า/ ส่งออกสินค้าเพื่อให้แน่ใจว่า โลกจะยังอยู่ให้กับคนรุ่นหลังไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นแล้วมาตรฐานพวกนี้ไม่ได้ให้รางวัลแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

เมื่อบริษัทประกาศว่าจะทำตามมาตรฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ก็เหมือนกับส่งสัญญาณว่า “เราไม่ได้อยากแค่ทำกำไร แต่เราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีด้วย” ซึ่งเรื่องจะจบลงเพียงแค่เท่านี้ หากการส่งสัญญาณนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงคู่ค้าและบริษัทที่มีลูกค้าที่มาจากประเทศที่มีการใช้งานมาตรฐานเหล่านี้อย่างจริงจังก็จะต้องรับรู้และตอบสนองกับ “เราไม่ได้อยากแค่ทำกำไร แต่เราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีด้วย

และสำหรับประเทศไทยเอง การปรับตัวตามมาตรฐานเหล่านี้เป็นทั้งโอกาสในการสร้างชื่อเสียงและวิธีรักษาความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก (ถ้าคุณทำถูกวิธี)

ที่น่าสนใจคือ ในประเทศไทย การรักษ์โลกไม่ได้ทำเพราะกฎหมายบังคับอย่างเดียว แต่มันเข้ากับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับชุมชนและความกลมกลืน สำหรับหลายบริษัท การทำธุรกิจแบบรักษ์โลกเป็นสิ่งที่ “ควรทำ” โดยเฉพาะในยุคที่ทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ธุรกิจไทยรักษ์โลกกันยังไงบ้าง?

สำหรับประเทศไทย เวลาบริษัทหนึ่งเริ่มทำอะไรดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม คนอื่นมักจะทำตามใน 3 เรื่องหลักๆ คือ ลดมลพิษ (Carbon Emission Reduction) สร้างสรรค์สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Product Innovation) และประหยัดทรัพยากร (Resource Management) มาดูกันว่าแต่ละเรื่องน่าสนใจยังไง

ธุรกิจไทยรักษ์โลกกันยังไงบ้าง?

สำหรับประเทศไทย เวลาบริษัทหนึ่งเริ่มทำอะไรดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม คนอื่นมักจะทำตามใน 3 เรื่องหลักๆ คือ ลดมลพิษ (Carbon Emission Reduction) สร้างสรรค์สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Product Innovation) และประหยัดทรัพยากร (Resource Management) มาดูกันว่าแต่ละเรื่องน่าสนใจยังไง

ลดมลพิษ (Carbon Emission Reduction)

วันนี้เรื่องโลกร้อนไม่ใช่แค่ข่าวในทีวีอีกต่อไป แต่กำลังเป็นเรื่องที่แวดวงธุรกิจในประเทศไทยเริ่มหันมาศึกษาอย่างจริงจัง บริษัทต่างๆ ในไทยเริ่มตื่นตัวมากขึ้นกับการลดก๊าซเรือนกระจก ที่น่าสนใจคือ พอบริษัทใหญ่เริ่มประกาศว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บริษัทอื่นๆ ที่มีขนาดหรืออุตสาหกรรมเดียวกันก็มักจะทำตาม เหมือนเป็นแรงกระเพื่อมที่ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องขยับตัว บางบริษัทเริ่มจากการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (หรือเรามักจะได้ยินคำว่า “Carbon Footprint”) เพื่อรู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง

หลายบริษัทเริ่มลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน เปลี่ยนรถขนส่งเป็นรถไฟฟ้า หรือติดตั้งระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ บางที่ก็ปรับปรุงเครื่องจักรให้กินไฟน้อยลง หรือเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่า แต่ที่น่าสนใจคือ บางบริษัทแค่ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานง่ายๆ เช่น วางแผนขนส่งให้ดีขึ้นเพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า จัดประชุมออนไลน์แทนการเดินทาง หรือตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม ก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เยอะแล้ว

สร้างสรรค์สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Product Innovation)

การสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ได้แค่อยากได้ของดีต่อกระเป๋าเงินของพวกเขาแล้ว แต่อยากได้ของที่ดีต่อโลกด้วย บริษัทไทยหลายแห่งเลยต้องคิดใหม่ทำใหม่ ออกแบบสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจจะใช้วัสดุรีไซเคิล ลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น หรือสร้างสินค้าที่ช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่ไม่มีเพียงสามารถช่วยเหลือโลกได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงการได้ดึงดูดกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังนั้นแล้ว ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขันสูงในประเทศไทย เริ่มออกมาสร้างสรรค์สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ซึ่งหลายๆ ครั้งเราอาจจะรู้สึกว่า “มันฝืน” กับความเป็นจริงของสินค้านั้นๆ ก็ตามแต่) ด้วยเหตุนี้เอง หลายๆ แบรนด์ที่กำลังพยายามออกสินค้าใหม่ๆ จะเป็นต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า “ทำอย่างไรให้สินค้าของเราดีต่อลูกค้า ดีต่อบริษัท และดีต่อโลก”

ประหยัดทรัพยากร (Resource Management)

เราปฎิเสธกันไม่ได้จริงๆ ว่า ทรัพยากรในโลกเรามีความจำกัด แต่ความต้องการไม่จำกัด ธุรกิจไทยกำลังปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยแนวคิด “ใช้ให้คุ้ม” หลายบริษัทเริ่มจากการติดมิเตอร์วัดการใช้น้ำ ไฟ และพลังงานในจุดต่างๆ เพื่อหา “จุดรั่วไหล” ที่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง พอรู้ว่าตรงไหนใช้เยอะเกินไป ก็หาทางแก้ได้ตรงจุด เช่น บางโรงงานพบว่าท่อน้ำรั่ว ทำให้เสียน้ำไปเปล่าๆ วันละหลายพันลิตร พอซ่อมแล้วก็ประหยัดได้ทันที หรือบางออฟฟิศพบว่าแอร์เก่าทำให้กินไฟเปลือง พอเปลี่ยนเป็นรุ่นประหยัดพลังงาน ค่าไฟก็ลดลงชัดเจน

เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเรื่องการประหยัดทรัพยากรได้เยอะมาก หลายบริษัทติดตั้งระบบอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมการใช้ทรัพยากร เช่น ระบบไฟที่ปิดเองเมื่อไม่มีคนในห้อง ระบบรดน้ำต้นไม้อัจฉริยะที่จะให้น้ำเฉพาะเมื่อดินแห้ง หรือระบบบำบัดน้ำเสียที่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ แม้จะต้องลงทุนตอนแรก แต่คุ้มค่าในระยะยาว บางบริษัทถึงกับสร้าง “วงจรหมุนเวียน” ในโรงงาน เช่น นำความร้อนที่เหลือจากเครื่องจักรมาอุ่นน้ำ หรือนำน้ำที่ใช้ล้างเครื่องจักรมาล้างพื้นต่อ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรามักเห็นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คือการสร้าง “วัฒนธรรมประหยัด” ในองค์กร หลายบริษัทจัดกิจกรรมให้พนักงานช่วยกันคิดวิธีประหยัดทรัพยากร เมื่อทุกคนเห็นว่าการประหยัดทรัพยากรไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหารอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนช่วยกันได้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะเกินเป้าที่ตั้งไว้เสียอีก

แล้วธุรกิจเล็กๆ จะเอายังไงดี?

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก อาจจะกำลังคิดว่า “แบบนี้มันเกี่ยวอะไรกับเราด้วย?” เพราะเรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่ คุณอาจจะเห็นว่าผู้ขับเคลื่อนส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทข้ามชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินเป็นร้อยล้านเพื่อลงทุนเทคโนโลยี กระบวนการเพื่อความยั่งยืนหรอก เพียงแค่เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

จริงอยู่ที่คุณอาจจะไม่ได้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทข้ามชาติ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง กระแสเหล่านี้จะกลายเป็นกฎและข้อบังคับ (ซึ่งเริ่มแล้วในประเทศฝั่งตะวันตก) ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากคุณสามารถเริ่มต้นได้จากตัวเองแบบง่ายๆ

ลองเริ่มจากอะไรง่ายๆ เช่น ลดขยะ หรือเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แสดงให้เห็นว่าคุณจริงจังกับเรื่องความยั่งยืน และช่วยให้คุณแตกต่างจากคู่แข่งในแบบที่เป็นธรรมชาติ (ไม่ฝืน) จะทำให้คุณเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่มากขึ้น ช่วยธุรกิจของคุณให้มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง และยังสามารถช่วยเหลือโลกใบนี้ได้อีกด้วย

อีกเรื่องสำคัญคือการเล่าเรื่องราวของคุณ ลูกค้าชอบความจริงใจ การแชร์ว่าคุณกำลังทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมบ้างช่วยสร้างความไว้วางใจและความภักดีต่อแบรนด์ได้ ลองอัพเดทในโซเชียลมีเดีย เขียนบล็อกเล่าการเดินทางสู่การเป็นธุรกิจรักษ์โลกของคุณ หรือทำมุมพิเศษในเว็บไซต์ที่บอกเล่าความมุ่งมั่นของคุณในการดูแลสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ช่วยยังไงได้บ้าง?

ในประเทศไทย ทั้งรัฐบาลและองค์กรต่างๆ กำลังช่วยสนับสนุนความพยายามรักษ์โลกนี้ผ่านการจัดงาน เวิร์คช็อป และสัมมนา เพื่อชี้ให้เห็นข้อดีของการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชวนให้ธุรกิจอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย การสนับสนุนแบบนี้มีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่อาจจะไม่มีทรัพยากรเท่าบริษัทใหญ่ แต่ก็อยากมีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบเชิงบวก

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก การหันมาทำธุรกิจแบบรักษ์โลกยิ่งมีความสำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวทั่วโลกตอนนี้มักจะเลือกไปเที่ยวที่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การที่ธุรกิจไทยหันมารักษ์โลกจึงไม่เพียงแต่ช่วยสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น แต่ยังทำให้ประเทศไทยน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจเรื่องนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยด้วย

แล้วต่อจากนี้จะเป็นยังไง?

แม้ว่าตอนนี้เราจะเห็นปรากฏการณ์นี้ชัดในเมืองไทย แต่เชื่อว่าเร็วๆ นี้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซียก็น่าจะเริ่มทำตามบ้าง เพราะเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้โตขึ้นและต้องปรับตัวเข้ากับมาตรฐานโลก พวกเขาก็น่าจะหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามๆ กันเหมือนที่เกิดขึ้นในไทย

สำหรับธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก นี่คือโอกาสทองที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง การหันมาทำธุรกิจแบบรักษ์โลก แม้จะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก็ช่วยให้ธุรกิจของคุณแข่งขันได้ดีขึ้น ดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะทำไม่ได้ แค่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ และดูตัวอย่างจากคนอื่นในวงการเดียวกัน คุณก็จะพบว่าการทำธุรกิจแบบรักษ์โลกไม่ใช่แค่ทำได้ แต่ยังดีต่อแบรนด์และกำไรของคุณด้วย

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

เรียนรู้พื้นฐานในการสร้างกลยุทธ์การตลาดออนไลน์แบบมืออาชีพกับ 4 หลักการแห่งความสำเร็จที่คุณจะได้จากหลักสูตร DMS

เรียนรู้พื้นฐานในการสร้างกลยุทธ์การตลาดออนไลน์แบบมืออาชีพกับ 4 หลักการแห่งความสำเร็จที่คุณจะได้จากหลักสูตร DMS

เรียนรู้พื้นฐานในการสร้างกลยุทธ์การตลาดออนไลน์แบบมืออาชีพกับ 4 หลักการแห่งความสำเร็จที่คุณจะได้จากหลักสูตร DMS

4 หลักการแห่งความสำเร็จ ที่เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการเรียนรู้พื้นฐานในการสร้างกลยุทธ์แบบมืออาชีพ

  1. มองเห็นแนวโน้ม และความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับ “การเตรียมตัว” ที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
  2. เจาะลึกความสำคัญและวิธีการออกแบบกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าใจภาพรวมของตลาด/ ธุรกิจของคุณ
  3. พบกับเพื่อนเจ้าของธุรกิจและนักการตลาดที่มีความสนใจแบบเดียวกันกับคุณ
  4. บูรณาการวิชาการพื้นฐานในการสร้างกลยุทธ์สู่ความสำเร็จบนโลกออนไลน์ภายใน 2 วัน

หลักสูตรที่มีเคล็ดลับ เครื่องมือ และกลยุทธ์ที่ถูกถอดแบบมาเพื่อยกระดับทักษะการตลาดออนไลน์ให้คุณโดยเฉพาะ

หลักสูตร Digital Marketing Strategies รุ่นที่ 6 เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว! ตามคำเรียกร้องของทุกท่าน!

สิ่งที่คุณจะได้พบในเวิร์คช็อป
1. แนวโน้ม วิธีคิด รูปแบบใหม่สำหรับปี 2024
2. หลักการวางกลยุทธ์ สร้างจุดแข็ง เร่งจุดขาย
3. วิธีการบริหารงบประมาณการตลาดอย่างไรไม่ให้เกินงบ
4. เทคนิคเร่งรัดการสร้างคอนเทนต์เน้นยอดขาย
และอื่นๆ อีกมากมายตลอดหลักสูตร

พร้อมช่วงถามตอบเพื่อให้แน่ใจว่าทุกแนวคิดของคุณ จะสามารถนำไปใช้ได้จริงในธุรกิจของคุณ
1. ไม่ต้องลองผิดลองถูก
2. ไม่ต้องเริ่มแบบไม่มีพื้นฐาน
3. ลดปัญหาอยากทำการตลาดเองแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

 

อบรมวันเสาร์ อาทิตย์  27 – 28 เมษายน  2567 09:00 – 17:30 น.
โรงแรม โนโวเทล แพลทินั่ม ประตูน้ำ  เรียนสดออนไลน์ผ่าน ZOOM
“พร้อมรับใบ Certificate จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) “

#ทำการตลาดออนไลน์ #หลักสูตรการตลาดสำหรับเจ้าของธุรกิจ #เรียนการตลาดออนไลน์

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก