บริษัท แพน โฟ จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพบุคคลมากว่า 25 ปี ประกาศความร่วมมือกับ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดตัวหลักสูตร GAIN หรือ MICRO MBA in AI ที่ออกแบบมาเพื่อ ยกระดับผู้ประกอบการและผู้บริหารสู่ยุค AI อย่างแท้จริง

บริษัท แพน โฟ จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพบุคคลมากว่า 25 ปี ประกาศความร่วมมือกับ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดตัวหลักสูตร GAIN หรือ MICRO MBA in AI ที่ออกแบบมาเพื่อ ยกระดับผู้ประกอบการและผู้บริหารสู่ยุค AI อย่างแท้จริง

แพน โฟ (PANPHO) ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดอบรม MICRO MBA IN AI เรียนจบใน 4 สัปดาห์

บริษัท แพน โฟ จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพบุคคลมากว่า 25 ปี ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดตัวหลักสูตร GAIN: Growth & Artificial Intelligence for Next generation business หรือ MICRO MBA IN AI  ซึ่งเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจด้วย AI ระยะสั้น 4 สัปดาห์ ที่ออกแบบมาอย่างเจาะลึกเพื่อช่วยผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และทายาทธุรกิจ เข้าใจการใช้ AI อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริงทันทีในองค์กร พร้อมยกระดับกลยุทธ์ธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นางรมยกร สุวิสิทฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพน โฟ จำกัด กล่าวว่า

“ในยุคปัจจุบัน AI มีบทบาทต่อการแข่งขันทางธุรกิจอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเข้าใจและใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงทดลองใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสามารถประยุกต์เข้ากับระบบงานจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ได้ทันที หลักสูตร GAIN จึงถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์นี้อย่างตรงจุด

ด้วยวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมแข่งขันในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง แพน โฟ จึงสร้างหลักสูตร GAIN ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการยกระดับองค์กรให้มีความมั่นคง แข็งแรง และสามารถตอบสนองต่อการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว โดยมุ่งให้ผู้นำสามารถนำ AI มาใช้เสริมกลยุทธ์ เพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน และขับเคลื่อนธุรกิจได้เหนือคู่แข่ง

ในปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มลงทุนด้าน AI เพื่อเพิ่มความเร็ว ลดต้นทุน และขยายศักยภาพทางธุรกิจ ขณะที่บางธุรกิจยังไม่เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจอย่างจริงจัง ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบอย่างรวดเร็ว เพราะแม้ AI จะไม่ได้เข้ามาแทนที่คนโดยตรง แต่ “คู่แข่งที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เร็วกว่า และเป็นระบบกว่า” จะกลายเป็นผู้ที่นำเกมการแข่งขันอย่างชัดเจน

ดังนั้น หลักสูตร GAIN จึงถูกออกแบบเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านนี้โดยตรง ผ่านเนื้อหาที่เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริง โดยเน้นการนำ AI มาประยุกต์ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ประหยัดต้นทุน ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้ทันที อาทิ

นโยบายการใช้ AI และความปลอดภัยด้านข้อมูล
วางระบบการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจด้วย AI
วางระบบการขายและบริการลูกค้าด้วย AI ช่วงที่ 1
วางระบบการขายและบริการลูกค้าด้วย AI ช่วงที่ 2
วางระบบการเงินด้วย AI
กลยุทธ์ AI : วิธีการประยุกต์ใช้ในธุรกิจของคุณ
สั่ง AI อย่างไรให้ได้ตามใจคิด

นอกจากนี้หลักสูตร GAIN ยังมุ่งเน้น การปรับ Mindset สู่ AI-Ready Organization เพื่อให้ผู้นำสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ทีมงานและนำองค์กรเดินหน้าในยุคที่ AI จะเปลี่ยนโฉมการแข่งขันทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ซึ่งหลักสูตร GAIN ที่จัดโดย แพน โฟ ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจด้วย AI เดียวในไทยที่มีความยืดหยุ่นสำหรับ lifestyle ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถเลือกการเรียนได้ 2 แบบ :

1. ON-SITE – เรียนสด ณ สถานที่อบรม เติมเต็มประสบการณ์การเรียนรู้ในทุกมิติ ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมพบปะเพื่อนใหม่ networking แลกเปลี่ยนความรู้ และได้มีโอกาสถาม-ตอบจากวิทยากรโดยตรง
2. VIRTUAL – เรียนสดออนไลน์ผ่าน ZOOM ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเดินทางและการจัดการบริหารเวลา ให้สอดคล้องกับ lifestyle ของผู้เรียน การเรียนออนไลน์แบบ real time ช่วยให้การเข้าถึงการเรียนการสอนเป็นไปได้ในทุกที่ 

อีกทั้งผู้เรียนสามารถเรียนย้อนหลังได้ถึง 60 วัน คุ้มค่าเสมือนมีที่ปรึกษาอยู่ข้างตัว พร้อมรับใบประกาศนียบัตรจาก แพน โฟ และวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ซึ่งเป็นการยืนยันคุณภาพและมาตรฐานของหลักสูตร

รายละเอียดการอบรม

  • วันที่อบรม: ทุกวันอังคาร 4 สัปดาห์ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://panphogroup.com/gain)

  • เวลา: 09.00 – 17.00 น.

  • สถานที่: โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ

สำหรับผู้ประกอบการ ผู้บริหาร ทายาทธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจด้าน AI และการพัฒนาองค์กร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
LINE: @PanPho หรือโทร 094-242-4197, 099-397-4624

ดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: https://www.panpho.com

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพัฒนาศักยภาพ! แพนโฟ จัดงาน “Business Experts” Exclusive Dinner Talk เจาะกลยุทธ์ AI Marketing & เศรษฐกิจปี 2569

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพัฒนาศักยภาพ! แพนโฟ จัดงาน “Business Experts” Exclusive Dinner Talk เจาะกลยุทธ์ AI Marketing & เศรษฐกิจปี 2569

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพัฒนาศักยภาพ!
แพนโฟ จัดงาน “Business Experts” Exclusive Dinner Talk
เจาะกลยุทธ์ AI Marketing & เศรษฐกิจปี 2569

บริษัท แพน โฟ จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย จัดงาน “Business Experts – Exclusive Dinner Talk: อัปเดตเทรนด์ 2569 เศรษฐกิจ การตลาด และ AI” เพื่อสานต่อพันธกิจที่ยึดมั่นมากว่า 25 ปี ภายใต้แนวคิด “Success Resources of Your Life” ในการเป็นแหล่งความรู้และแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการไทย พร้อมมุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านกลยุทธ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ และผู้บริหารจาก หลากหลายอุตสาหกรรม ที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกในบรรยากาศที่เข้มข้นและเป็นกันเอง

นางรมยกร สุวิสิทฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพน โฟ จำกัด กล่าวว่า
“แพน โฟ เป็นสถาบันด้านการอบรมและสัมมนาระดับมืออาชีพ ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับชีวิตและธุรกิจด้วยความรู้คุณภาพ ให้กับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ทายาทธุรกิจ และผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพบุคคล ผ่านหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทั้ง Hard Skills (ทักษะด้านการทำงาน) และ Soft Skills (ทักษะด้านสังคม) อย่างรอบด้าน เพื่อให้ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในโลกธุรกิจ”  แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงานครั้งนี้ โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับผู้บริหารอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในรูปแบบที่มีคุณภาพ

ภายในงานมีการนำเสนอสาระสำคัญผ่าน สามหัวข้อหลัก มุ่งให้ผู้นำธุรกิจเข้าใจแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทางแพน โฟ สรุปไฮไลต์สำคัญจากงานมาให้แล้วดังนี้

1️⃣ AI Trends & Marketing Trends 2026 โดย คุณธีรานนท์ ศิริกุลพิริยะ (อ.เจมส์) 
ผู้ก่อตั้ง Solutions Impact Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ AI สำหรับองค์กรและธุรกิจ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผน AI Transformation ขององค์กรใหญ่ เช่น KBank, SCB, Krungsri, KKP, ttb, Central, CP, และอีกนับ 1,000+ องค์กร

  • AI จะเปลี่ยนบทบาทจาก “เครื่องมือ” สู่การเป็น Co-Pilot ในการตัดสินใจเชิงธุรกิจ
  • ย้ำเตือนว่า องค์กรที่ไม่เรียนรู้เรื่อง AI มีความเสี่ยงสูงที่จะ “ตามไม่ทัน” ในปี 2569
  • Top 50 Use Cases ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นรูปแบบการใช้ AI จากระดับปฏิบัติการไปจนถึง C-Level อย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้งานได้ทันที

2️⃣ Marketing Trends 2026 โดย คุณชัชวาล เดชาโรจนภัทท์ (อาจารย์ชัตเตอร์) 
ผู้ก่อตั้ง Twinteur Co., Ltd. Digital , PRThailand และ KidVentures Academy ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแคมเปญแบรนด์ชั้นนำอย่าง FORD, กรุงศรี, SCB, Microsoft, AirAsia, KBank และ Tesco Lotus

  • การตลาดยุคใหม่ต้องขับเคลื่อนด้วย ข้อมูล ความเร็ว และเทคโนโลยีแบบ Real-Time
  • การใช้ AI และ First-Party Data จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
  • Real-Time Marketing คือกลยุทธ์หลักในการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่

3️⃣ Becoming an Innovation-driven Enterprise (IDE) โดย ผศ.ดร.ธนฤกษ์ ธนกิจสมบัติ (อาจารย์ปุ้ย) 
ประธานกลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ม.มหิดล (MUIC) ซึ่งท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การเงินและเศรษฐกิจองค์กร และ ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการใหญ่ๆ ขององค์กรชั้นนำเช่น AOT, SKY ICT, การประปานครหลวง และ ETDA

  • องค์กรต้อง “สร้างความเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่รอปรับตัว
  • การพัฒนา Mindset ของผู้นำและทีมงาน คือหัวใจ
  • ต้องออกแบบกระบวนการที่เปิดรับการทดลอง และประเมินผลนวัตกรรมอย่างชัดเจนเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ

กล่าวโดยสรุป แนวทางจากงานครั้งนี้คือ “AI คือผู้ช่วยตัดสินใจ ข้อมูลคือพลังในการแข่งขัน และนวัตกรรมคือหนทางเติบโตอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ผู้บริหารสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้ทันที เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่องค์กรและเตรียมพร้อมสู่ยุคใหม่ของธุรกิจในปี 2569 อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม Networking ในรูปแบบ Exclusive Dinner Talk เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความเชื่อมโยงทางธุรกิจอย่างเป็นกันเอง โดยมี ช่วงกิจกรรมสนุกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ พร้อมการมอบของรางวัลพิเศษให้แก่ผู้ร่วมงาน เพื่อเสริมบรรยากาศให้ผ่อนคลายและสร้างความประทับใจตลอดค่ำคืน กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เกิดบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังเปิดทางให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจและไอเดียใหม่ ๆ ที่สามารถต่อยอดได้จริงในอนาคต

แพน โฟ ขอขอบคุณวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ร่วมสร้างความสำเร็จให้กับ Business Experts – Exclusive Dinner Talk ในครั้งนี้ และพร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารในรูปแบบ Executive Exclusive อย่างต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อเป็นพลังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์และความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพ

ผู้ที่สนใจติดตามหลักสูตรพัฒนาศักยภาพสำหรับผู้บริหารของบริษัท แพน โฟ หรืองาน Business Experts รุ่นถัดไปสามารถติดตามข่าวสารและอัปเดตได้ทาง Facebook Page: PANPHO

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และทายาทธุรกิจสามารถติดต่อได้ที่
📱 LINE: @PanPho
📞 โทร. 094-242-4197, 099-397-4624
🌐 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์: www.panpho.com

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

สถาบันนวัตกรรมมหิดล MOU บริษัท แพน โฟ จำกัด มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ และศักยภาพให้แก่เจ้าของกิจการและธุรกิจไทย

สถาบันนวัตกรรมมหิดล MOU บริษัท แพน โฟ จำกัด มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ และศักยภาพให้แก่เจ้าของกิจการและธุรกิจไทย

สถาบันนวัตกรรมมหิดล MOU บริษัท แพน โฟ จำกัด มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ และศักยภาพให้แก่เจ้าของกิจการและธุรกิจไทย

เพิ่มพื้นที่ใหม่ให้แก่เจ้าของธุรกิจไทย เข้าถึงความรู้ นวัตกรรม และบริการวิชาการคุณภาพจากรั้วมหาวิทยาลัยอันดับของประเทศไทย

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 – 🤝 บริษัท แพน โฟ จำกัด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยได้รับเกียรติจาก รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ – สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการร่วมลงนาม และ คุณรมยกร สุวิสิทฐ์ – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพน โฟ จำกัด

ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และพัฒนาหลักสูตรภายในองค์กรด้าน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการยุคใหม่เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเข้าถึงงานวิจัย ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และรวมไปถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ในการขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทย

ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง “พื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน”โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เชิงปฏิบัติจริง (Applied Learning) และการสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและสังคมในยุคดิจิทัล
เพื่อให้ผู้เรียนได้ทั้ง “ความรู้” และ “เครื่องมือในการลงมือทำจริง”

ความร่วมมือนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันแนวคิด “การเรียนรู้เชิงนวัตกรรม (Innovative Learning)” ซึ่งผสมผสานศาสตร์แห่งเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการพัฒนามนุษย์เข้าด้วยกันเพื่อสร้าง “ผู้นำยุคใหม่” ที่พร้อมปรับตัวและขับเคลื่อนองค์กรในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง

เพราะเราเชื่อว่า“การศึกษาไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า” และการเรียนรู้ที่แท้จริงคือพลังในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศ

บริษัท แพน โฟ จำกัด และสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) จะเดินหน้าร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
เพื่อสานต่อพันธกิจในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลกอนาคต และสร้างคุณค่าการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นต่อไป

ขอบพระคุณภาพจากสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ iNT (อิ๊นท์)

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

มีที่ดินเปล่า เอาไปทำอะไรดี?

มีที่ดินเปล่า เอาไปทำอะไรดี?

4 กลยุทธ์สร้างรายได้จากที่ดินเปล่าที่เจ้าของที่ดินทุกคนควรรู้ก่อนตัดสินใจ

กลั่นจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ
วิธีการตัดสินใจเลือกแนวทางพัฒนาที่ดินที่จะช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายของคุณ

คุณเคยคิดไหมว่าที่ดินเปล่าที่ถือครองอยู่นั้นกำลังเสียโอกาสในการสร้างรายได้อยู่ทุกวัน? ในขณะที่ราคาที่ดินอาจเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่การปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ ถือเป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนที่น่าเสียดาย

แล้วทำไมเจ้าของที่ดินหลายคนจึงปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าโดยไม่มีการพัฒนาล่ะ? สาเหตุหลักคือการขาดความรู้เชิงลึกในการวิเคราะห์ทางเลือกและการตัดสินใจว่าควรพัฒนาที่ดินในรูปแบบใด ระหว่างการตัดแบ่งแปลงขาย ปล่อยให้เช่า พัฒนาโครงการขนาดเล็ก หรือลงทุนในโครงการแนวสูง

บทความนี้จะเป็นคู่มือที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรพัฒนาที่ดินเปล่าของคุณในรูปแบบใด โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในแต่ละทางเลือก ทั้งเรื่องเงินลงทุน ความเสี่ยง ผลตอบแทน และระยะเวลาในการได้รับผลตอบแทน

1. การตัดแบ่งแปลงขาย

การตัดแบ่งแปลงขายเป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมมากที่สุดในการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการที่ดินสูง เช่น พื้นที่รอบเมืองที่กำลังขยายตัว หรือพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

ข้อดีของการตัดแบ่งแปลงขาย:

  • ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการพัฒนาโครงการก่อสร้าง
  • ระยะเวลาดำเนินการสั้นกว่า (6-18 เดือน)
  • สามารถทยอยขายและรับรู้รายได้ได้เร็ว
  • ความเสี่ยงต่ำกว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ผลตอบแทนรวมอาจต่ำกว่าการพัฒนาในรูปแบบอื่น
  • ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายผังเมือง และข้อบังคับการแบ่งแปลงที่ดิน
  • ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น ถนน ระบบสาธารณูปโภค
  • อาจมีปัญหาเรื่องภาษีหากไม่มีการวางแผนที่ดี

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ที่ดินควรอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อที่ดินสูง หรือพื้นที่ที่มีการขยายตัวของเมือง
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะกับที่ดินขนาดกลางถึงใหญ่ (5-50 ไร่)
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ควรศึกษากฎหมายผังเมือง และข้อบังคับการจัดสรรที่ดิน
  • สภาพตลาด: ควรมีความต้องการซื้อที่ดินในพื้นที่นั้น
  • เงินลงทุน: โดยทั่วไปต้องใช้เงินประมาณ 30-50% ของมูลค่าที่ดินเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและระบบสาธารณูปโภค

การตัดแบ่งแปลงที่ดินขายเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ช่วยให้ผู้ถือครองที่ดินสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่ำกว่าการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบอื่น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องมีการวางแผนด้านกฎหมายและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มผลกำไรสูงสุด หากเลือกทำเลที่เหมาะสม มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และเข้าใจข้อกำหนดทางกฎหมาย การแบ่งแปลงที่ดินขายก็สามารถเป็นอีกช่องทางในการสร้างผลตอบแทนที่ดี

2. การปล่อยให้เช่า

การปล่อยให้เช่าที่ดินเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับเจ้าของที่ดินที่ต้องการรายได้ประจำโดยไม่ต้องขายที่ดิน และไม่ต้องการลงทุนมากในการพัฒนา

ข้อดีของการปล่อยให้เช่า:

  • สร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว
  • ความเสี่ยงต่ำ เมื่อเทียบกับการพัฒนาโครงการ
  • ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินและได้รับประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าในอนาคต
  • ใช้เงินลงทุนน้อย

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ผลตอบแทนต่อปีค่อนข้างต่ำ (2-5% ของมูลค่าที่ดิน)
  • อาจมีปัญหากับผู้เช่าหากไม่มีการทำสัญญาที่รัดกุม
  • มีความเสี่ยงที่ผู้เช่าจะไม่ดูแลรักษาที่ดิน
  • อาจมีข้อจำกัดในการนำที่ดินไปพัฒนาในอนาคต หากสัญญาเช่ายังไม่หมดอายุ

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจ
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะได้กับทุกขนาด ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้เช่า
  • ความต้องการใช้เงินของเจ้าของ: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะสั้น
  • แผนการใช้ที่ดินในอนาคต: ต้องพิจารณาว่าต้องการใช้ที่ดินเองในอนาคตหรือไม่
  • การบริหารจัดการ: ต้องพร้อมที่จะบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้เช่า

การปล่อยเช่าที่ดินช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้องขายที่ดินและใช้เงินลงทุนน้อย ขณะที่ยังได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนต่อปีค่อนข้างต่ำ และอาจมีความท้าทายในการบริหารผู้เช่า แนวทางนี้เหมาะกับเจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องการใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะสั้น และอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพทางธุรกิจ ดังนั้นควรมีการวางแผนสัญญาและการบริหารจัดการที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3. การพัฒนาโครงการขนาดเล็ก

การพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เช่น บ้านจัดสรรขนาดเล็ก อาคารพาณิชย์ หรือโฮมออฟฟิศ เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับเจ้าของที่ดินที่มีเงินทุนเพียงพอและต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ข้อดีของการพัฒนาโครงการขนาดเล็ก:

  • ผลตอบแทนสูงกว่าการตัดแบ่งแปลงขายและการปล่อยให้เช่า
  • สามารถพัฒนาเป็นเฟสได้ ลดความเสี่ยงและการลงทุนในคราวเดียว
  • สร้างแบรนด์และชื่อเสียงในวงการอสังหาริมทรัพย์
  • มีโอกาสต่อยอดไปสู่โครงการที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ใช้เงินลงทุนสูง (200-500% ของมูลค่าที่ดิน)
  • ต้องมีความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ
  • มีความเสี่ยงด้านการตลาดและการขาย
  • ต้องบริหารจัดการทีมงานและผู้รับเหมาจำนวนมาก
  • ระยะเวลาดำเนินการนาน (2-4 ปี)

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ต้องสอดคล้องกับประเภทของโครงการและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะกับที่ดินขนาด 2-10 ไร่
  • เงินทุน: ต้องมีเงินทุนเพียงพอหรือสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • ประสบการณ์และทีมงาน: ควรมีทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์
  • สภาพตลาด: ต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในพื้นที่นั้นอย่างละเอียด

โครงการขนาดเล็กให้ผลตอบแทนสูง และสามารถพัฒนาเป็นเฟสเพื่อลดความเสี่ยง แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการบริหาร เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินทุนเพียงพอ มีประสบการณ์ หรือมีทีมงานที่เชี่ยวชาญ และต้องการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมต่อยอดสู่โครงการที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

4. การพัฒนาโครงการแนวสูง

การพัฒนาโครงการแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน หรืออพาร์ทเม้นท์ให้เช่า เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดแต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความซับซ้อนในการดำเนินการ

ข้อดีของการพัฒนาโครงการแนวสูง:

  • ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น (ROI 30-100%)
  • ใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างคุ้มค่าที่สุด (พัฒนา FAR ได้สูงสุด)
  • สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว (กรณีให้เช่า)
  • สร้างชื่อเสียงและแบรนด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

ข้อเสียและความท้าทาย:

  • ใช้เงินลงทุนสูงมาก (500-1,000% ของมูลค่าที่ดิน)
  • มีความเสี่ยงสูงด้านการตลาดและการขาย
  • ต้องมีความรู้และประสบการณ์เฉพาะทาง
  • ระยะเวลาดำเนินการนาน (3-5 ปี)
  • มีความซับซ้อนด้านกฎหมายและข้อบังคับมากกว่าทางเลือกอื่น
  • ต้องบริหารจัดการทีมงานขนาดใหญ่

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ:

  • ทำเลที่ตั้ง: ต้องเป็นทำเลระดับ A ที่มีศักยภาพสูง
  • ขนาดที่ดิน: เหมาะกับที่ดินขนาด 1-5 ไร่ ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ต้องศึกษากฎหมายผังเมือง FAR และข้อบังคับการก่อสร้างอย่างละเอียด
  • เงินทุน: ต้องมีเงินทุนสูงหรือสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่
  • ประสบการณ์และทีมงาน: จำเป็นต้องมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

การพัฒนาโครงการแนวสูงนั้นให้ผลตอบแทนสูงสุด และใช้ที่ดินได้อย่างคุ้มค่า แต่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล อีกทั้งมีความเสี่ยงสูง และใช้เวลาพัฒนายาวนาน เหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ หรือบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ที่มีประสบการณ์สูง และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ โดยต้องมีทำเลศักยภาพสูง ทีมงานเชี่ยวชาญ และเข้าใจข้อกฎหมายในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

 

นี่คือตารางเปรียบเทียบ 4 กลยุทธ์การพัฒนาที่ดิน

บทสรุปและคำแนะนำ

การพัฒนาที่ดินเปล่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ที่จะส่งผลต่อความมั่งคั่งทางการเงินในระยะยาว แต่ละกลยุทธ์มีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะพัฒนาที่ดินเปล่าอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์อย่างรอบด้านและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

ด้วยเหตุนี้เอง ที่แพน โฟ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้พัฒนาหลักสูตร SILPAKORN UNIVERSITY REAL ESTATE (SURE) ที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น 7 สัปดาห์ ออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐานอสังหาริมทรัพย์ ให้คุณได้เริ่มต้นก้าวแรกได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนด้วยเงินทุน แต่ลงทุนด้วยความรู้และประสบการณ์ 

อย่าปล่อยให้ที่ดินเปล่าของคุณเสียโอกาสในการสร้างมูลค่า เริ่มวางแผนการพัฒนาวันนี้ และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีค่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายของคุณ!

ดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่ https://panphogroup.com/sure หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

7 ข้อควรระวังสำหรับนักพัฒนาอสังหาฯมือใหม่

7 ข้อควรระวังสำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่

หลีกเลี่ยงหลุมพรางที่อาจทำให้การลงทุนอสังหาฯ ของคุณล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรก

เขียนโดย: บริษัท แพน โฟ จำกัด และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

คุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร? หลายคนเข้าสู่วงการนี้ด้วยความหวังสูงแต่กลับต้องเผชิญกับความผิดหวังเพราะไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม จากการสำรวจของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2023 พบว่า 68% ของผู้สนใจลงทุนยังไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความเสี่ยงและขาดความรู้


บทความนี้จะเตือนคุณถึง 7 ข้อควรระวังสำคัญที่มือใหม่มักมองข้าม เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจทำให้การลงทุนล้มเหลว

1. ความเข้าใจในโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การมองธุรกิจอสังหาฯ แบบแคบเกินไปเป็นความเสี่ยงร้ายแรง หลายคนคิดว่าแค่ซื้อที่ดินหรือสร้างอาคารก็พอ แต่ไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง การขาดความรู้พื้นฐานเหล่านี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดและพลาดโอกาสทำกำไร ควรระวังการลงทุนโดยไม่ศึกษาภาพรวมของตลาดให้ดีก่อน

2. การออกแบบและพัฒนาโครงการ

การพัฒนาโครงการโดยไม่เข้าใจความต้องการของตลาดคือความเสี่ยงสูง นักลงทุนมือใหม่มักหลงใหลในแนวคิดการออกแบบของตนเองจนลืมคำนึงถึงผู้ซื้อ การไม่ให้ความสำคัญกับเทรนด์ Green Architect เป็นอีกจุดอ่อนที่จะทำให้โครงการล้าสมัยและยากต่อการขายในระยะยาว

3. การบริหารต้นทุนและงบประมาณ

อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนสูง การประเมินต้นทุนต่ำเกินไปเป็นหายนะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ หลายโครงการล้มเหลวเพราะเงินหมดก่อนโครงการเสร็จ การไม่มีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือการเลือกวัสดุโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนระยะยาวเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง

4. ด้านกลยุทธ์การตลาดและการขาย

แม้จะมีโครงการที่ยอดเยี่ยมแต่หากขาดกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ทุกอย่างอาจสูญเปล่า การตั้งราคาผิดพลาด การเลือกช่องทางการตลาดที่ไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย หรือการละเลยการตลาดออนไลน์ในยุคดิจิทัลเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ควรระวังการลงทุนโดยไม่มีแผนการตลาดที่ชัดเจน

  1. แหล่งเงินทุนและการขอสินเชื่อ

มือใหม่มักประสบปัญหาด้านเงินทุนจากการเตรียมตัวไม่พร้อม การยื่นขอสินเชื่อโดยไม่เข้าใจเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย หรือการมองข้ามแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่นที่อาจเหมาะสมกว่า เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ทำความเข้าใจเรื่องการเงินให้ถ่องแท้ก่อนลงทุน

  1. การบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง

ความล้มเหลวในการบริหารโครงการเป็นสาเหตุสำคัญของความล่าช้าและต้นทุนที่บานปลาย การไม่ทำสัญญาก่อสร้างที่รัดกุม การขาดการควบคุมคุณภาพ หรือการไม่มีแผนบริหารจัดการทรัพย์สินที่ดี เป็นข้อควรระวังที่อาจทำให้โครงการล่มสลายได้

  1. การขาดประสบการณ์จริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

การเรียนรู้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจที่ซับซ้อนเช่นนี้ นักลงทุนมือใหม่ควรระวังการตัดสินใจโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ การไม่ลงมือปฏิบัติจริงหรือเข้าร่วม Workshop เพื่อฝึกฝนทักษะก่อนลงทุนจริงอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ไม่จำเป็น

บทสรุปและคำแนะนำ

การหลีกเลี่ยงข้อควรระวังทั้ง 7 ประการข้างต้นเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้จะมีความท้าทายมากมาย แต่โอกาสก็ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว 

“รากฐานความสำเร็จในอสังหาฯ ไม่ได้อยู่ที่ที่ดินหรือเงินทุนล้นฟ้า แต่อยู่ที่ความรู้ล้ำค่าก่อนลงมือทำ”

เพราะความรู้เป็นสิ่งล้ำค่าในการเริ่มต้นทำธุรกิจและการลงทุน การขาดความรู้ก่อนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ คือความเสี่ยงสูงสุดที่ผู้ที่สนใจอสังหาริมทรัพย์จะสามารถผิพลาดได้ เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่ครอบคลุมทั้งในเชิงบริหารจัดการ การออกแบบ การเงิน การตลาด ฯลฯ อย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทความข้างต้น

ด้วยเหตุนี้เอง ที่แพน โฟ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้พัฒนาหลักสูตร SILPAKORN UNIVERSITY REAL ESTATE (SURE) ที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น 7 สัปดาห์ ออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐานอสังหาริมทรัพย์ ให้คุณได้เริ่มต้นก้าวแรกได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนด้วยเงินทุน แต่ลงทุนด้วยความรู้และประสบการณ์ ซึ่งคุณจะได้รับจากหลักสูตรของเรา โดยคุณสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://panpho.com/events/sure-program/ หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

วิธีรับมือกับ “ภัยมืด” ของ SEC สหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนคริปโตไทยเสียเงินแบบไม่รู้ตัว

วิธีรับมือกับ “ภัยมืด” ของ SEC สหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนคริปโตไทยเสียเงินแบบไม่รู้ตัว

วิธีการจัดการต้นทุนแฝงของการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ (SEC) สหรัฐฯ

เข้าใจต้นทุนแฝงของการลงทุนใน Cryptocurrencies กับความไม่แน่นอนจากนโยบายของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ

เขียนโดย: Dr. Aman Saggu อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอเรนซี่และเทคโนโลยีการเงิน

ลองจินตนาการว่าคุณตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง เปิดแอพเช็คพอร์ตโฟลิโอคริปโตของคุณ และพบว่ามูลค่าลดลงไป 20% ในชั่วข้ามคืน คุณรีบค้นหาข่าวสารและพบว่าไม่มีปัญหาทางเทคนิคหรือการแฮ็ก แต่เป็นเพียงการที่ SEC สหรัฐฯ ประกาศว่ากำลังตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลที่คุณถือว่าอาจเข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์” ตาม Howey Test ที่มีอายุกว่า 80 ปี นี่คือความเป็นจริงที่นักลงทุนคริปโตทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยต้องเผชิญอยู่ทุกวัน

ตลาดสกุลเงินดิจิทัลที่เคยเฟื่องฟูด้วยนวัตกรรมอันรวดเร็วกำลังถูกบั่นทอนด้วยความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (U.S. Securities and Exchange Commission: SEC) กำลังใช้วิธีการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนักหน่วง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ แก่นของความไม่แน่นอนนี้คือการที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ พึ่งพาการทดสอบ Howey ซึ่งเป็นมาตรฐานทางกฎหมายจากปี 1946 เพื่อจำแนกสินทรัพย์ดิจิทัลว่าเป็นหลักทรัพย์หรือไม่

คุณเคยรู้สึกสับสนกับกฎเกณฑ์คริปโตที่ไม่ชัดเจนหรือไม่? คุณเคยสูญเสียเงินเพราะการประกาศของหน่วยงานกำกับดูแลที่ทำให้ตลาดดิ่งลงอย่างรวดเร็วหรือไม่? ถ้าใช่ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและคุณจะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร

Howey Test คืออะไร และทำไมมันสำคัญสำหรับคุณ

Howey Test เป็นการทดสอบทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในปี 1946 เพื่อกำหนดว่าธุรกรรมใดถือเป็นสัญญาการลงทุนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยมีที่มาเริ่มต้นจากบริษัทชื่อ W.J. Howey Co. ที่ได้ทำการขายสวนส้มพร้อมข้อตกลงให้เช่ากลับมาเพื่อจัดการที่ดินและแบ่งปันผลกำไร ซึ่งในเวลานั้น เกิดกลายเป็นข้อถกเถียงว่าสวนส้มดังกล่าว ถือเป็นการลงทุนหรือไม่?

โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ในเวลานั้นได้ทำการโต้แย้งว่า ธุรกรรมการที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นสัญญาการลงทุนภายใต้กฎระเบียบหลักทรัพย์ โดยได้ใช้ปัจจัยและคุณลักษณะดังต่อไปนี้:

  1. มีการลงทุนด้วยเงิน – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าวนั้นถูกซื้อ-ขายด้วยเงิน (Fiat Money) หรือไม่เพื่อที่จะได้สินทรัพย์นั้นมา
  2. มีส่วนร่วมของบริษัท/ ผู้ดูแล – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าวนั้นออกโดยกลุ่มธุรกิจและมีผู้ดูแลหรือไม่
  3. มีความคาดหวังในผลกำไร – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าว เมื่อเกิดธุรกรรมแล้ว สินทรัพย์นั้นถูกคาดหวังให้เกิดกำไรหรือไม่?
  4. มีกำไรมาจากการทำงานของคนอื่น – สินทรัพย์/ การลงทุนดังกล่าวนั้นมีที่มาจากความพยายามของผู้อื่นเป็นหลักหรือเกิดจากน้ำพักและน้ำแรงของเราเพื่อขับเคลื่อนกลไกกำไร

อาจฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่การทดสอบนี้ยังคงใช้ในปัจจุบันเพื่อตัดสินว่าการลงทุนต่างๆ รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล ควรถูกกำกับดูแลเป็นหลักทรัพย์หรือไม่

ทำไมนักลงทุนอย่างคุณควรให้ความสำคัญ

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ใช้ Howey Test ที่มีอายุกว่า 80 ปีในการตัดสินว่าสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ หากถูกติดป้ายว่าเป็น ‘หลักทรัพย์’ สินทรัพย์คริปโตอาจต้องจดทะเบียน เปิดเผยข้อมูลทางการเงิน และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด นี่สร้างความท้าทายอย่างมากสำหรับสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ ซึ่งมักขาดผู้มีอำนาจแบบรวมศูนย์

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ อ้างว่า Howey Test ช่วยคุ้มครองนักลงทุนและรับรองความมั่นคงของตลาด อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์โต้แย้งว่าวิธีการที่เน้นการบังคับใช้มากเกินไปนี้สร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่นักลงุทนได้รับ

ตัวอย่างเช่น เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  ประกาศว่า XRP ของ Ripple เป็นหลักทรัพย์ ทำให้เกิดความสับสน การเพิกถอนจากตลาดแลกเปลี่ยน และนักลงทุนสูญเสียเงินคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ให้แนวทางที่ชัดเจน ทำให้กระบวนการคาดเดาไม่ได้ แม้จะเหมาะสำหรับการจัดการทางการเงินแบบดั้งเดิมเช่นสวนส้ม แต่ Howey Test ก็ยังไม่สามารถรับมือกับความซับซ้อนของสกุลเงินดิจิทัลยุคปัจจุบัน

งานวิจัยของเรา: คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตอย่างไร

งานวิจัยของเรา “Uncertain Regulations, Definite Impacts: The US SEC’s Regulatory Interventions and Their Effects on Crypto Assets” ศึกษาว่าการกระทำของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  ส่งผลต่อตลาดสกุลเงินดิจิทัลอย่างไร เราเก็บข้อมูลจากเอกสารทางการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  แถลงการณ์ ข่าวสาร และข้อมูลการซื้อขายรายวัน

เราใช้วิธีการศึกษาเหตุการณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างพื้นฐานว่าสินทรัพย์คริปโตแต่ละตัวทำงานอย่างไรภายใต้สภาวะตลาดปกติ และเทียบกับผลการดำเนินการจริงของสินทรัพย์หลังการประกาศ ช่องว่างระหว่างผลลัพธ์ที่คาดหวังและสังเกตได้ หรือที่เรียกว่า “ผลตอบแทนผิดปกติ” ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเฉพาะของการกระทำของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ต่อพฤติกรรมตลาด

ปฏิกิริยาของตลาดต่อการประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ

ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว: สินทรัพย์คริปโตที่ถูกติดป้ายว่าเป็น ‘หลักทรัพย์’ มีมูลค่าลดลงเฉลี่ย 5% ภายใน 3 วันหลังจากการประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ และความสูญเสียเพิ่มขึ้นเป็น 17% ภายในหนึ่งเดือน

ปริมาณการซื้อขายลดลง: ความลังเลของนักลงทุนหลังการประกาศนำไปสู่กิจกรรมการซื้อขายที่ลดลง ซึ่งทำให้ราคาลดลงมากขึ้น ปริมาณการซื้อขายมักจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในสัปดาห์แรก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของตลาดและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง

ความเปราะบางของสินทรัพย์คริปโตที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่: สินทรัพย์คริปโตที่มีชื่อเสียงมากกว่าซึ่งมีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่เผชิญกับความสูญเสียที่สำคัญ ความมองเห็นได้ทำให้พวกเขาเป็นเป้าหมายหลักสำหรับกฎระเบียบในอนาคต และผลกระทบจากการลดลงของพวกเขาสามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบนิเวศคริปโต

ผลกระทบรุนแรงต่อสินทรัพย์คริปโตที่มีสภาพคล่องต่ำและมูลค่าตลาดเล็ก: สินทรัพย์คริปโตที่เล็กกว่าและมีสภาพคล่องน้อยกว่าประสบกับความสูญเสียที่ไม่สมส่วน ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำมีปัญหากับราคาที่ผันผวนสูง เนื่องจากผู้ขายพบว่ายากที่จะหาผู้ซื้อ ทำให้การลดลงยิ่งรุนแรง

ความผันผวนเพิ่มขึ้น: ความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบสร้างความไม่มั่นคงด้านราคา โดยความผันผวนสูงสุดภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการดำเนินการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ รูปแบบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนระยะยาวไม่กล้าลงทุน ยิ่งทำให้สภาพคล่องของตลาดตึงตัวมากขึ้น

ผลกระทบในวงกว้าง

กิจกรรมก่อนการประกาศ: หลักฐานบ่งชี้ว่ามีการซื้อขายที่มีข้อมูลล่วงหน้าก่อนการดำเนินการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  โดยสังเกตเห็นปริมาณการซื้อขายผิดปกติในสินทรัพย์เฉพาะหลายวันก่อนการประกาศ

การบรรเทาโดยความรู้สึกของตลาด: เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ติดป้ายสินทรัพย์คริปโตว่าเป็นหลักทรัพย์ในช่วงที่ความรู้สึกการลงทุนเป็นบวก ความรู้สึกช่วยบรรเทาการลดลงแต่ไม่สามารถกลับทิศทางได้

การระบาดทั่วทั้งภาคส่วน: การกระทำด้านกฎระเบียบที่มุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์คริปโตเฉพาะก่อให้เกิดการปรับฐานทั่วทั้งภาคส่วน โดยสินทรัพย์คริปโตที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ประสบกับการขายทิ้งเช่นกัน ผลกระทบการแพร่ระบาดนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนักลงทุนอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเป้าหมายในอนาคต

สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับนักลงทุนอย่างคุณ?

ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่าการกระทำทางกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอและคาดเดาไม่ได้ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อนักลงทุนรายย่อย เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ จัดประเภทสินทรัพย์คริปโตเป็นหลักทรัพย์อย่างกะทันหัน จะส่งผลกระทบต่อพลวัตปกติของตลาด

งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าการประกาศดังกล่าวทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็วและปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักลงทุนทั่วไปเสี่ยงต่อการสูญเสียทางการเงินอย่างกะทันหัน การกระทำเหล่านี้ยังผลักดันกิจกรรมไปสู่แพลตฟอร์มที่ไม่มีการกำกับดูแล ซึ่งอาจขาดการคุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้เข้าร่วม

ผลกระทบทางอารมณ์ของการแทรกแซงจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ต่อนักลงทุนมีนัยสำคัญ บนแพลตฟอร์มเช่น Reddit ในกลุ่ม r/cryptocurrency ผู้ใช้มักแบ่งปันประสบการณ์ของความเครียด วิตกกังวล และแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงในช่วงตลาดลดลงอย่างรวดเร็วที่เกิดจากการประกาศกฎระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

กฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนและไม่สม่ำเสมอทำร้ายตลาดการเงินโดยสร้างความไม่แน่นอนและลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเทคโนโลยีเกิดใหม่เช่นสกุลเงินดิจิทัล การกระทำที่คาดเดาไม่ได้เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาด ทำให้นักลงทุนรายย่อยเสี่ยงต่อความเสี่ยงที่สำคัญและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

ผลกระทบในประเทศไทย

แม้ว่าประเทศไทยจะมีหน่วยงานกำกับดูแลของตัวเอง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่การตัดสินใจโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  สหรัฐฯ มักส่งผลกระทบผ่านตลาดโลก ส่งผลต่อนักลงทุนคริปโตไทย เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ ดำเนินการบังคับใช้ เช่น การจัดประเภทสินทรัพย์คริปโตเป็นหลักทรัพย์ สามารถกระตุ้นการตอบสนองของตลาดอย่างกว้างขวางที่รู้สึกได้ในท้องถิ่น

ราคาลดลง: การประกาศกฎระเบียบในสหรัฐฯ มักนำไปสู่การขายทิ้งทั่วโลก ทำให้ราคาสินทรัพย์คริปโตลดลงในตลาดแลกเปลี่ยนของไทยเช่นกัน

ปัญหาสภาพคล่อง: ปริมาณการซื้อขายที่ต่ำลงทั่วโลกทำให้นักลงทุนไทยขายสินทรัพย์คริปโตได้ยากขึ้นในราคาที่น่าพอใจ เพิ่มความท้าทายในการออกจากตำแหน่ง

นโยบายการแลกเปลี่ยน: แพลตฟอร์มคริปโตไทยอาจตอบสนองต่อแนวโน้มโลกโดยเพิกถอนสินทรัพย์คริปโตที่ถูกระบุโดย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  จำกัดตัวเลือกการซื้อขายสำหรับผู้ใช้ในประเทศ

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น: ความผันผวนที่เกิดจากการกระทำเหล่านี้สามารถทำให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ได้เตรียมพร้อม เสี่ยงต่อการสูญเสียอย่างกะทันหันและความเครียดในตลาด

การเชื่อมโยงกันนี้เน้นให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดคริปโตไทยต่อการตัดสินใจด้านกฎระเบียบภายนอก เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดสกุลเงินดิจิทัลโลก การกระทำของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ  เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักลงทุนไทยต้องติดตามข้อมูล กระจายพอร์ตโฟลิโอ และเข้าใจผลกระทบของแนวโน้มการกำกับดูแลระหว่างประเทศ

อนาคตของการกำกับดูแลคริปโต

เมื่อประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ Gary Gensler ลงจากตำแหน่งและ Paul Atkins ก้าวขึ้นมาเพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่ง ผู้นำที่กำลังจะมาถึงเผชิญกับความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปวิธีการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล การพึ่งพาการบังคับใช้เป็นกรณีๆ ไปพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ สร้างความไม่มั่นคงและความไม่แน่นอนในตลาดโลก

กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับการเติบโตของตลาด ทำให้มั่นใจว่านวัตกรรมได้รับการสนับสนุนแทนที่จะถูกขัดขวาง โดยการแก้ไขความไม่สม่ำเสมอในอดีตและกำหนดแนวทางที่โปร่งใสคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตลาดใหม่ ลดความผันผวน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงผู้ที่อยู่ในตลาดที่เชื่อมโยงกันเช่นประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบนิเวศสกุลเงินดิจิทัลที่เฟื่องฟูและยืดหยุ่นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

Paul Atkins : ประธานคนปัจจุบันของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (U.S. Securities and Exchange Commission: SEC )

บทสรุป: ควรทำอย่างไรเมื่อ “พายุกฎระเบียบ” จาก SEC สหรัฐฯ เข้ามาในตลาดคริปโต

การศึกษาวิจัยของเราเปิดเผยว่าการกำกับดูแลแบบไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ได้ทำลายมูลค่าของนักลงทุนคริปโตทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้ Howey Test อายุกว่า 80 ปีมาตัดสินเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกประกาศว่าเป็น “หลักทรัพย์” มีมูลค่าลดลงเฉลี่ย 17% ภายในหนึ่งเดือน

ความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคา แต่ยังทำให้เกิดการแพร่ระบาดทั่วทั้งภาคส่วน ทำให้สินทรัพย์คริปโตที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็มีมูลค่าลดลงเช่นกัน ตลาดในประเทศไทยถึงแม้จะมีหน่วยงานกำกับดูแลของตัวเอง แต่ยังคงเชื่อมโยงกับตลาดโลกและได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะนักลงทุน คุณสามารถลดความเสี่ยงได้โดย:

  1. ติดตามข่าวสารกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด ทั้งในและต่างประเทศ
  2. กระจายการลงทุนให้ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภท
  3. พิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มถูกจัดประเภทเป็นสกุลเงินมากกว่าหลักทรัพย์
  4. ตั้งคำสั่ง stop-loss เพื่อป้องกันการลดลงอย่างรุนแรง
  5. มองหาโอกาสในช่วงที่ตลาดตกเพราะการประกาศทางกฎระเบียบ ซึ่งมักเกินจริงเมื่อเทียบกับผลกระทบระยะยาว

อนาคตของการกำกับดูแลคริปโตกำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีความหวังว่าผู้นำคนใหม่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ จะสร้างกรอบที่ชัดเจนและสม่ำเสมอมากขึ้น การเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนของตลาดจากการประกาศทางกฎระเบียบจะช่วยให้นักลงทุนสามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุและอาจพบโอกาสในขณะที่คนอื่นตื่นตระหนก

อ่านบทความเพิ่มเติมของอาจารย์ Saggu, A., Ante, L., & Kopiec, K. (2024). Uncertain Regulations, Definite Impacts: The Impact of the US Securities and Exchange Commission’s Regulatory Interventions on Crypto Assets. Finance Research Letters, 72, 106413. https://doi.org/10.1016/j.frl.2024.106413

เขียนโดย Dr. Aman Saggu., B.S., M.S., Ph.D.,
Lecturer in Cryptoeconomics & Banking, Mahidol University International College (MUIC)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐกิจเทคโนโลยีคริปโตจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ติดต่อได้ที่ aman.sag@mahidol.edu

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก