Business Experts Ep.3 – “Passion to Profit : ทำในสิ่งที่ใช่…ยังไงก็รุ่ง” | คุณอุรุดง จงธนาตระกล

Business Experts Ep.3 – “Passion to Profit : ทำในสิ่งที่ใช่…ยังไงก็รุ่ง” | คุณอุรุดง จงธนาตระกล

Business Expert Ep.3 – “Passion to Profit : ทำในสิ่งที่ใช่…ยังไงก็รุ่ง

19 กุมภาพันธ์ 2563 | จัดทำโดย Pan Pho Production.

Passion to Profit คืออะไร?

พบกับ คุณอุรุดง จงธนาตระกล สถาปนิกเจ้าของธุรกิจ “Just Sketch” ที่จะพาคุณไปรู้จักกับความหมายของคำว่า Passion to Profit เขาสามารถทำในสิ่งที่ชอบให้กลายเป็นธุรกิจที่ใช่ได้อย่างไร? เคล็ดลับของเขาคืออะไร? ติดตามได้ในคลิป VDO นี้

ติดตาม Business Experts ได้ทุกวันพุธเว้นพุธ เวลา 19:00 น.ได้ทาง PanPho.com

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

4 วิธีคิดที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สร้างยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4 วิธีคิดที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สร้างยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4 วิธีคิดที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สร้างยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

17 กุมภาพันธ์ 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

เมื่อต้องการเพิ่มยอดขายก็ต้องเริ่มต้นที่ “การขาย” และเจ้าของธุรกิจคือ บุคคลแรกที่ต้องมีวิธีคิดและทัศนคติที่ดีและถูกต้องกับการขายก่อน  ลูกน้องหรือคนในทีมถึงจะร่วมแรงร่วมใจสร้างยอดขายไปด้วยกัน เพียงปรับเปลี่ยนวิธีคิดตามที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้ ก็สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเปลี่ยนผลลัพธ์และเพิ่มยอดขายได้แบบก้าวกระโดด  

 “ฉันไม่ชอบการขาย” หรือ “ฉันขายของไม่เป็น แล้วอย่างนี้ฉันจะเริ่มต้นทำธุรกิจได้อย่างไร” เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจจะเครียดและกังวลกับปัญหานี้ แต่คุณเชื่อไหมว่า? ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์อยู่กับการขายมาตั้งแต่เกิด ซึ่งการขายไม่จำเป็นจะต้องเป็นสินค้า สิ่งของ หรือการบริการ เพราะการขายนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่!

การขายคืออะไร?

การขาย คือ การสื่อสารทุกรูปแบบเพื่อนำเสนอเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ต้องการด้วยความพอใจ 

ยกตัวอย่าง ลองย้อนอดีตตัวคุณกลับไปตอนเด็ก  นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่คุณขอให้แม่ซื้อของเล่น หรือตอนขอให้พาไปเที่ยวสวนสนุก คุณจะใช้วิธีการพูดถึงเหตุผลร้อยแปดเพื่อหว่านล้อมให้ได้ในสิ่งที่คุณต้องการ การนำเสนอว่าสิ่งของที่คุณอยากได้นั้นมันดีอย่างไร? ใช้แล้วจะเป็นอย่างไร? ทำไมถึงต้องมีมัน? สิ่งเหล่านี้แหละคือการขาย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่เกิด!

เมื่อคุณกลายเป็นเจ้าของธุรกิจแต่ไม่มีทักษะการขาย  ไม่เข้าใจการขาย อีกทั้งคุณต้องคอยอาศัยลูกน้องหรือทีมงานขายเพื่อขายสินค้าให้กับธุรกิจของคุณ  นั่นหมายความว่า ธุรกิจของคุณกำลังอยู่บนความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

เจ้าของธุรกิจจึงจำเป็นต้องขายสินค้าและบริการของตนเองให้ได้ด้วย  แต่เจ้าของธุรกิจหลายๆ คนอาจจะเผชิญกับความกลัวหรือเกลียดการขาย และไม่เปิดใจในการฝึกฝนเพื่อสร้างทักษะในการขาย

อันดับแรกที่ต้องเข้าใจก่อนคือ การขายไม่จำเป็นต้องบังคับใครซื้อสินค้าและบริการ  แต่เป็นการใช้การสื่อสารในรูปแบบที่คุณ “ถนัด” หรือถูก “จริต” ในแบบและสไตล์ของคุณเพื่อนำเสนอประโยชน์ต่างๆ ของสินค้าและบริการที่สามารถช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นได้  

เพียงคุณเข้าใจและนำ 4 วิธีคิดนี้ไปใช้ในธุรกิจ  คุณจะสามารถเพิ่มยอดขายแบบก้าวกระโดด โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยสักบาทเดียว!

1. สร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการขาย

คุณต้องเข้าใจก่อนว่าการขายไม่ใช่เรื่องชั่วร้ายหรือสิ่งที่ผิด  คุณอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ลูกค้าบางคนแสดงความรู้สึกเกลียดที่ถูกนำเสนอสินค้า  สำหรับลูกค้าที่แสดงออกแบบนี้อาจเป็นเพราะเขาเคยมีประสบการณ์ที่แย่ต่อการขาย เคยถูกยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่ต้องการในอดีต 

เจ้าของธุรกิจเช่นคุณต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกค้าด้วยว่า  หากเขาไม่ต้องการสินค้าและบริการใดก็เป็นธรรมดาที่จะไม่ให้เวลา รำคาญ หรือปฏิเสธทันทีที่ถูกขาย 

เมื่อเจ้าของธุรกิจเข้าใจถึงธรรมชาติและสิ่งที่เกิดขึ้นกับการขายของธุรกิจและสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับทีมงานขายแล้ว   ทัศนคติในการขายก็จะเปลี่ยนไปรวมทั้งวิธีการขายก็จะเปลี่ยนไปด้วย

.

ทัศนคติที่ดีที่สุดในการขาย คือ คุณต้องเชื่อก่อนว่า สินค้าที่กำลังขายอยู่นั้นเป็นของดี หากคุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณขายอยู่เป็นสิ่งไม่ดี คุณต้องหยุดขายสิ่งนั้นเดี๋ยวนี้!! 

การขายสินค้าและบริการทุกประเภทมีความจำเป็นอย่างมากที่เจ้าของธุรกิจจะต้องมีทัศนคติที่ดีและเชื่ออย่างหมดใจว่าสินค้าและบริการของคุณดี แล้วหน้าที่ของคุณ คือ การนำสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่มีความต้องการ  

.

ข้อคิด: เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการขาย คือ  “การขายสินค้าและบริการที่ช่วย แก้ปัญหาให้กับลูกค้า” เพราะเจ้าของธุรกิจจะรู้ดีและสามารถแสดงความจริงใจได้ว่า คุณขายสินค้าและบริการที่สามารถช่วยลูกค้าได้จริงไม่มากก็น้อย ซึ่งจะนำมาด้วยยอดขาย  การบอกต่อ และการซื้อซ้ำอย่างแน่นอน

 

2.การขายไม่ใช่พรสวรรค์  แต่เป็นพรแสวงที่สามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้

“ถ้าคุณต้องการที่จะทำสิ่งใดให้ดีสักอย่างหนึ่ง คุณจะต้องฝึกฝนอย่างต่ำหนึ่งหมื่นชั่วโมง” คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ถูกพิสูจน์มาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก   ประเด็นสำคัญ คือ ถ้าคุณต้องการเก่งหรือเชี่ยวชาญในเรื่องใดคุณต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอย่างน้อย 1-3 ปี  

เจ้าของธุรกิจที่เริ่มเปิดกิจการ  หรือเปิดกิจการมาแล้ว แต่ยังขาดประสบการณ์ในการนำเสนอการขายสินค้าและบริการของตนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อสะสมประสบการณ์ในการขาย การนำเสนอสินค้าและบริการในหลายๆ รูปแบบเพื่อค้นหาว่ารูปแบบไหนที่จะตอบโจทย์ในสไตล์ที่ใช่หรับธุรกิจคุณ

.

การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ คือ การสร้าง “พรแสวง” ที่นอกจากจะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญแล้ว  ยังทำให้เจ้าของธุรกิจรู้ซึ้งถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการขาย อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถออกแบบวิธีการขายและการนำเสนอให้กับทีมงานได้เป็นอย่างดี   

การสร้างความเข้าใจและปฏิบัติมากเพียงพอก็จะสามารถทำให้คุณและทีมงานเก่งได้โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน   อีกทั้งยังสามารถสร้างรูปแบบและระบบการขายที่ถ่ายทอดให้ทีมงานของคุณเก่งเหมือนคุณได้เช่นเดียวกัน

เพื่อการฝึกฝนตนเองให้เก่งยิ่งขึ้น  คุณต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ที่จะได้โอกาสเรียนรู้วิธีการขายประเภทต่างๆ จากหลากหลายธุรกิจ  รวมทั้งฝึกฝนการขายและการนำเสนอด้วยทัศนคติที่ดีตั้งใจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถพัฒนาการขายของคุณได้อย่างแน่นอน

.

ข้อคิด: คนบางคนที่ขายของเก่ง นั่นอาจเป็นเพราะว่าคนเหล่านั้นเติบโตและฝึกฝนมาอย่างสม่ำเสมอในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ซึมซับด้านการขาย  ทั้งๆ ที่อาจไม่เคยมีใครสอนเลย เช่นเดียวกันกับคุณ คุณก็สามารถซึมซับและเรียนรู้เหมือนกับคนเหล่านั้น เพียงแต่คุณต้องเปิดใจ  มีทัศนคติบวก ลงมือปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ค้นหาว่าการขายแบบใดที่ตอบโจทย์ “สไตล์” การขายของคุณและนำไปฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

3.อย่ากลัวที่จะถูกปฏิเสธ

เป็นธรรมดาที่ลูกค้ามักจะปฏิเสธการขายก่อนเสมอ ต่อให้คุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีเทคนิคการขายมืออาชีพ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจก็ตาม  การถูกปฏิเสธการขายสินค้าก็เป็นอะไรที่เจ้าของธุรกิจหลายคนกลัวเป็นอย่างมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่คาดหวังให้การขายสินค้าประสบความสำเร็จ ขายดี ราบรื่นตลอดเวลา 

หากเจ้าของธุรกิจลองคิดอีกแง่หนึ่ง การถูกปฏิเสธก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการโดนปฏิเสธ คือ เหตุผลที่ลูกค้าปฏิเสสินค้าและบริการของคุณต่างหาก เพราะมันทำให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่าสินค้าของตัวเองควรปรับปรุงอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม 

.

วิธีการรับมืออย่างง่ายๆ คือ เมื่อรู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติแล้ว  ให้เตรียมพร้อมกับการถูกปฏิเสธที่จะเกิดขึ้นด้วย นี่คือเหตุผลทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมความรู้สึกเพื่อจัดการกับคำปฏิเสธที่จะเกิดขึ้นในการนำเสนอการขายได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเข้าใจแล้วว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ  เจ้าของธุรกิจอาจจำเป็นต้องท้าทายตนเองด้วยการออกนอก Comfort Zone (สิ่งที่คุ้นเคย) เพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอขายสินค้าและบริการในรูปแบบต่างๆ กับบุคคลหลากหลายประเภทเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในหลายๆ แง่มุม

วิธีคิดที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าจะทำให้คุณเอาชนะความกลัวที่จะถูกปฏิเสธได้คือ การเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธ  เมื่อคุณถูกปฏิเสธหลายๆ ครั้ง คุณจะเริ่มชินกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และความกลัวจะหายไป เหลือแต่เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คุณต้องการ

.

ข้อคิด: การสร้างธุรกิจก็เปรียบเสมือนการให้กำเนิดเด็กทารก  ในเวลานั้นทุกอย่างจะดูสับสน วุ่นวาย และดูเละเทะไปหมด เมื่อเด็กทารกคลอดออกมาก็ต้องเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และดูแลอย่างดี   ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับการทำธุรกิจและขายสินค้า เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจ ทุกสิ่งทุกอย่างอาจท้าทาย ไม่มีประสบการณ์ และไม่สมบูรณ์มากนัก แต่เมื่อคุณค่อยๆ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ  คุณจะสามารถเก่งขึ้นและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน การขายก็เช่นกัน!

4.เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า

ก่อนที่ลูกค้าจะเกิดความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ  มักมี “ปัญหา” เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นลูกค้าจึงต้องการหาบางสิ่งเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น  คุณต้องเรียนรู้ว่าลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าหรือบริการของคุณมีปัญหาอะไรบ้าง แล้วสินค้าหรือบริการของคุณสามารถช่วยลูกค้าได้อย่างไร  คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือไม่

T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือขายดี “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ที่เจ้าของธุรกิจทั่วโลกอ่านกล่าวว่า 

ถ้าคุณต้องการที่จะได้เงิน คุณจะแก้ปัญหาให้คนเพียงคนเดียว

ถ้าคุณต้องการที่จะมีเงิน คุณจะต้องแก้ปัญหาให้คนร้อยคน

ถ้าคุณต้องการที่จะรวย คุณจะต้องแก้ปัญหาให้คนพันคน 

ถ้าคุณต้องการจะเป็นเศรษฐี คุณจะต้องแก้ปัญหาให้คนหมื่นคน แสนคน หรือล้านคน

.

เจ้าของธุรกิจต้องเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี  ต้องกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน  เพราะถ้าคุณหลบปัญหาและให้คนอื่นแก้ปัญหาแทนคุณ คนอื่นจะรวยแต่คุณจะจน  เพราะเมื่อคุณต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง คุณจะขาดทักษะในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเท่ากับว่าคุณกำลังไล่ลูกค้าของคุณให้ไปหาคู่แข่ง

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงควรทำงานในเชิงรุกในการเรียนรู้และเข้าใจลูกค้าผ่านกระบวนการ “รวบรวมปัญหาทุกประเภท” ที่เกิดขึ้นเพื่อ “สร้างข้อมูลการแก้ปัญหา” สำหรับเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอการขายสินค้าหรือบริการของตนเอง  เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่ากับคนที่เป็นคนสร้างธุริจ เพราะฉะนั้นเจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร?

.

ข้อคิด:  ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น  เจ้าของธุรกิจต้องเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ให้มากพอในการแก้ปัญหาของลูกค้าที่ใช้สินค้าและบริการของตน   นอกจากจะสามารถเข้าใจลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ยัง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการต่างๆ ให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด  สร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเป็นอย่างดี

4 วิธีคิดดังกล่าวนี้สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างก้าวกระโดดโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยสักบาทเดียว!   จำไว้ว่า “ทัศนคติที่ดี”  “การฝึกฝน” “การกล้าเผชิญหน้ากับคำปฏิเสธ”  “การเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า”  สามารถเปลี่ยนให้เจ้าของธุรกิจสามารถพลิกโฉมการทำธุรกิจ  การนำเสนอการขายในวิธีคิดและวิธีการใหม่ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบใหม่ที่คุณอาจจะนึกไม่ถึงมาก่อนเลยด้วยซ้ำ  

.
เรียนรู้และฝึกฝนกลยุทธ์ เทคนิค การวางแผน  การขาย การตลาด การเจรจาต่อรอง และวิธีคิดที่ช่วยแก้ปัญหาให้เจ้าของธุรกิจทั่วโลก  ด้วยไอเดียสร้างยอดขายและทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 200% โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม  ไม่ต้องผลิตสินค้าเพิ่ม ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม กับหลักสูตร Guerrilla Business Intensive ของ T.Harv Eker ที่ได้รับการยอมรับจากเจ้าของธุรกิจไทยกว่า 500 ธุรกิจและหลายหมื่นธุรกิจทั่วโลก  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ Banner ด้านล่างได้เลย!

 

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

10 กุมภาพันธ์ 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

ปัญหาส่วนใหญ่ของชีวิตคู่คงหนีไม่พ้นปัญหาระหว่าง “ความรัก” และ “การเงิน” มาเรียนรู้วิธีที่จะช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “ความรัก” และ “การเงิน” เพื่อสร้างความสัมพันธ์ดีๆ ให้กลับมาหาคุณ

ถ้าพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ 2 คำตอบนี้ คงตีคู่สูสีกันมาแน่ๆ คือ ”การเงิน” และ “ความรัก” ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยอะไรถ้าคนส่วนใหญ่จะบอกว่า ‘สิ่งที่สำคัญสำหรับฉันคือเงิน’ ‘ความรักก็เป็นสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้’  เพราะ ‘เงิน’ ทำให้คุณอิ่มท้อง และ ‘ความรัก’ ช่วยเติมเต็มความสุข

อาการตกหลุมรัก เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่มันไม่เหมือนตอนจบในการ์ตูนอย่างที่คุณเคยดูตอนเด็ก เห็นฉากเจ้าชายกับเจ้าหญิงรักกันชั่วนิรันดร์ แล้วภาพก็ตัดไป กลับกันในโลกของความเป็นจริง ความรัก เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้นในการสร้างครอบครัว

เพราะการเงินจะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่คอยขับเคลื่อนความรัก ในขณะที่ความรักก็คอยขับเคลื่อนการเงินเช่นกัน ทั้ง ”การเงิน” และ “ความรัก” เป็นความสัมพันธ์ที่แยกขาดจากกันไม่ได้

เพื่ออธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจถึงกลไกความสัมพันธ์ระหว่างการเงินกับความรักมากขึ้น ต้องย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ สมัยที่มุนษย์ยังใช้ถ้ำหินเป็นที่อยู่อาศัย มนุษย์เพศชายจะทำหน้าที่ในการหาอาหารหรือล่าสัตว์ ในขณะที่ มนุษย์เพศหญิงจะอยู่ถ้ำเพื่อทำหน้าที่เลี้ยงลูก ทำอาหาร และงานเล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งหน้าที่ของผู้ชายเปรียบเหมือนการออกไปหาเงินขณะที่ผู้หญิงจะทำหน้าที่มอบความรักและการดูแล

กลายเป็นมายาคติที่ว่า ผู้ชายทำหน้าที่ทำงานหาเงิน ผู้หญิงคอยให้ความรัก ให้การดูแล และจากมายาคติที่ถูกปลูกฝังมาแบบนั้นส่งผลถึงพฤติกรรมในปัจจุบัน ที่ผู้หญิงหันมาเป็น Working women กันมากขึ้น ไม่อยากอยู่บ้านอย่างเดียว เพราะเงินไม่พอใช้ ส่วนผู้ชายก็กลัวจะไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่เท่าเดิม ลามไปจนถึงปัญหาอื่นๆ

เกิดเป็นความขัดแย้ง ทำให้การเงินกลายเป็นปัญหาของชีวิตคู่ ความรักแตกหัก นำไปสู่การมีปากเสียงและหย่าร้างในที่สุด แต่ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นสามารถหาทางออกง่ายๆ ได้ในบทความนี้แล้ว

3 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ความรักเติบโตไปพร้อมๆ กับเงินของคุณ

วิธีที่ 1: “ให้ความสำคัญทั้งความรักและการเงิน”

คุณน่าจะเคยเจอคำถามนี้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเล่นๆ หรือเปิดบทสนทนาแบบจริงจังว่า “จริงๆแล้วในชีวิตคนเรา อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างเงินกับความรัก” มันเป็นคำถามที่คนตอบต้องใช้ความคิดอย่างหนัก ถ้าต้องเลือกระหว่างเงินกับความรัก ก็คงไม่ต่างอะไรกับการถามว่า

“จริงๆแล้วในชีวิตคนเราอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างมือซ้ายกับขาขวา”  คุณคงชั่งใจในการตอบอยู่นานแน่ๆ เพราะทั้งมือซ้ายและขาขวาต่างก็มีหน้าที่แตกต่างกัน หน้าที่ของมือซ้าย คือ หยิบจับสิ่งของ และใช้แสดงท่าทางต่างๆ ส่วนหน้าที่ของขาขวา คือ ช่วยในการเคลื่อนไหว เช่น เดิน วิ่ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณไม่สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ 

.

เช่นเดียวกันกับกรณีของเงินกับความรัก “เงิน” ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสร้างความสุขได้มากขึ้น สร้างความมั่นคงในชีวิต ส่วน ”ความรัก” เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีในการทำให้เราวางแผนอนาคต การใช้ชีวิต และวางแผนการใช้เงินในรูปแบบที่ดีขึ้นได้ จะเห็นว่าทั้งเงินและความรักต่างก็ทำหน้าที่ต่างกัน ไม่สามารถทดแทนกันได้ และแยกขาดออกจากกันไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณต้องมีทั้งเงินและความรัก

.

ข้อคิด: เป็นเรื่องจริงที่ใครหลายคนบอกว่า เงินซื้อความรักไม่ได้ แต่เงินสามารถช่วยคุณสร้างความสุขและเติมเต็มความรักได้ สร้างทางเลือกให้คุณได้มากขึ้น สามารถพาคนรักไปซื้อของแพงๆ ทานอาหารหรูๆ ได้ด้วย ยิ่งคุณมีเงินมากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีอิสรภาพทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคุณควรให้ความสำคัญทั้งความรักและการเงิน 

วิธีที่ 2: “เข้าใจพฤติกรรมการใช้เงินของคนรัก”

พฤติกรรมการใช้เงินเป็นปัจเจกเฉพาะบุคคล บางคนมีนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย บางคนชอบเก็บออม ยิ่งถ้าคนที่มีพฤติกรรมการใช้เงินคนละขั้วมาอยู่ด้วยกัน อาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ทำไมต้องซื้อของใหม่ ทั้งๆ ที่ของเก่ายังใช้ได้อยู่ ทำไมต้องเก็บเงิน ไม่รู้จักใช้หาความสุขเสียบ้าง และสารพัดคำถามอีกร้อยแปด เพราะแค่ความไม่เข้าใจในพฤติกรรมการเงินของกันและกัน 

.

ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคนรักของคุณจะมีพฤติกรรมการเงินที่แตกต่างกัน ขนาดพี่น้องบางคนเกิดในครอบครัวเดียวกัน ยังมีวิธีการจัดการการเงินไม่เหมือนกันเลย ซึ่ง T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือ The Secret of Millionaire Mind และนักธุรกิจที่ค้นพบหลักการ Money Mindset ได้แบ่งพฤติกรรมการใช้เงิน หรือบุคลิกภาพทางการเงิน (Money Personality) 4 ประเภท ประกอบไปด้วย 

  1. Spender คือ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมชอบใช้จ่าย มีความสุขกับการใช้เงิน ใช้เงินเพื่อซื้อความสุข ความสบาย หาเงินมาได้ก็มักจะใช้หมด 
  2. Saver คือ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกันกับ Spender อย่างสิ้นเชิง กลุ่มคนที่มีความสุขกับการทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ มีความสุขเป็นพิเศษเมื่อเห็นตัวเลขเงินในบัญชีที่เพิ่มมากขึ้น และจะรู้สึกร้อนรนถ้าต้องใช้เงินหรือจ่ายเงินเพื่อของไม่จำเป็น
  3. Avoider คือ กลุ่มคนที่ไม่สามารถพูดคุยเรื่องเงินได้ ถ้าคุยเรื่องเงินจะเกิดอาการเครียดและเบือนหน้าหนี เพราะเขามองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องน่าปวดหัว และเขาอยากหลีกเลี่ยง 
  4. Monk คือ กลุ่มคนที่มองว่าเงินเป็นของนอกกาย เมื่อมีเงินก็จะแบ่งให้กับคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ชอบทำบุญมาก ทำให้ไม่มีเงินเก็บ บางครั้งก็ให้คนอื่นมากเกินไปจนตัวเองเดือดร้อน 

.

ข้อคิด: คนทั้ง 4 ประเภทนี้ แฝงตัวปะปนกันอยู่ในสังคม ดูเผินๆ คุณไม่มีทางรู้เลยว่า แต่ละคนมีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไรบ้าง? จะเหมือนหรือต่างกันยังไง? เพราะฉะนั้น เมื่อคุณเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนรัก อย่าลืมศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมการเงินของเขาด้วย เพราะถ้าคนรักของคุณเป็นคนประเภท Spender แต่คุณอยากให้เขาเห็นความสำคัญของเงินและเก็บเงินเหมือนคุณ (Saver) คนรักของคุณจะไม่มีทางทำได้ในทันที หรือถ้าทำได้เขาจะทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นคุณควรเข้าใจพฤติกรรมทางการเงินของแต่ละประเภทเพื่อปรับตัว หากึ่งกลาง สร้างสมดุลและยืดหยุ่นซึ่งกันและกัน 

วิธีที่ 3: “เข้าใจภูมิหลังและบริหารความคาดหวังซึ่งกันและกัน”

บางครั้งคุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมตัวคุณถึงมีมุมมองการเงินแบบนี้? คนรักของคุณถึงมีมุมมองการเงินอีกแบบ? คำตอบของคำถาม คือ เพราะทุกคนมีภูมิหลัง หรือ Background ชีวิตไม่เหมือนกัน  Background ของแต่ละคนที่แสดงพฤติกรรมออกมาล้วนมาจาก Mindset ที่ถูกหล่อหลอมจากคำพูดที่เคยได้ยินฝังหัว ต้นแบบที่เคยเห็น เหตุการณ์ฝังใจที่เคยมีประสบการณ์ร่วมนั่นเอง 

.

นอกจากนี้ คุณต้องรู้จักบริหารความคาดหวังของกันและกันด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมาได้ เช่น คุณเกิดปัญหาทะเลาะกับคนรัก เพราะคนรักของคุณคาดหวังให้คุณเป็นคนทำงานหาเงินเข้าบ้าน เป็นคนจัดการเรื่องการเงินทุกอย่าง และต้องเป็นคนเก็บเงินให้เธอ เมื่อคุณมองให้ลึกลงไปถึง Background ว่า ทำไมคนรักของคุณถึงคาดหวังกับคุณเช่นนั้นก็พบว่า

ตอนเด็กๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่เธออยากกินขนม เธอจะวิ่งไปขอเงินแม่และกลับมามือเปล่า พร้อมกับคำพูดของแม่ที่จะบอกกับเธอเสมอว่า ‘ไปขอที่พ่อสิ พ่อเป็นคนถือเงินทั้งหมด’ หลังจากนั้นเธอจึงมีความเชื่อแบบฝังลึกว่า เงินทั้งหมดสมควรอยู่กับผู้ชาย ทำให้เธอคาดหวังว่า ผู้ชายจะหาเงินมาให้เธอใช้และเป็นคนคอยดูแลเงินให้ตลอด 

.

ข้อคิด: เหตุผลที่คุณต้องรู้ Background ของคนรัก เพราะคุณจะต้องทำความเข้าใจ บริหารความคาดหวัง พูดคุยและปรับตัวเข้าหากัน เพื่อลดความขัดแย้ง ไม่ทำให้การเงินกลายเป็นปัญหาของชีวิตคู่ และช่วยกันสร้างความรักให้ยืนยาวด้วยความเข้าใจ

เมื่อคุณลองปฏิบัติตาม 3 วิธีข้างต้นแล้ว เชื่อได้เลยว่า ความสัมพันธ์ดีๆ จะกลับมาหาคุณ ให้คุณคิดไว้เสมอว่า “ความรัก” ไม่ได้ทำให้ชีวิตของคุณแย่ แต่ “ความรัก” จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คุณรู้จักวางแผนการใช้เงินในรูปแบบที่ดีขึ้น เป็นกำลังให้คุณใช้ชีวิตและวางแผนอนาคตที่ชัดเจนขึ้น ในขณะเดียวกัน “เงิน” ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตรักของคุณแย่ แต่ ”เงิน” จะเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนความรักของคุณ ให้มีความสุขได้มากขึ้น มีความมั่นคงในชีวิตคู่มากขึ้นนั่นเอง 

.

คุณไม่จำเป็นต้องเลือกมีแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณสามารถให้ความรักและเงินเติบโตไปพร้อมๆ กันได้

.

หากคุณอยากรู้เคล็ดลับการจัดการการเงินไปพร้อมกับเรื่องอื่นๆ อีก พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการสร้างความสำเร็จทางชีวิตและการเงิน ทางเราขอแนะนำ สัมมนา Millionaire Mind Intensive สัมมนาที่อัดแน่นด้วยความรู้ ประสบการณ์ และเคล็ดลับตลอด 3 วัน ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการเงินของคุณไปตลอดกาล >> สนใจกด Banner ด้านล่างได้เลย!

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

Business Experts Ep.2 – “Product Development : ทำอย่างไร…ให้สินค้าของคุณไม่หยุดพัฒนา” | คุณชนา วสุวัต

Business Experts Ep.2 – “Product Development : ทำอย่างไร…ให้สินค้าของคุณไม่หยุดพัฒนา” | คุณชนา วสุวัต

Business Experts Ep.2 – “Product Development : ทำอย่างไร…ให้สินค้าของคุณไม่หยุดพัฒนา” 

5 กุมภาพันธ์ 2563 | จัดทำโดย Pan Pho Production.

Product Development คืออะไร?

พบกับ คุณชนา วสุวัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด (เจ้าของแบรนด์ผักโขมอบชีส “Reo’s Del”) ที่จะเผยวิธีการ เคล็ดลับ และเทคนิค ในเรื่องของ Product Development ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าและประสบความสำเร็จ

ติดตาม Business Experts ได้ทุกวันพุธเว้นพุธ เวลา 19:00 น.ได้ทาง PanPho.com

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

4 วิธีที่เจ้าของธุรกิจเอาชนะความกลัวทางการเงิน

4 วิธีที่เจ้าของธุรกิจเอาชนะความกลัวทางการเงิน

4 วิธีที่เจ้าของธุรกิจเอาชนะความกลัวทางการเงิน

3 กุมภาพันธ์ 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักต้องพบเจอกับ ความกลัว ที่เข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ ซึ่งต้นเหตุนั้นมาจากสภาพทางการเงินของธุรกิจตัวเองที่ไม่แน่นอน แต่คุณรู้หรือไม่? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณเทคนิคและวิธีการที่ดี

ในทุกๆ 1 นาที บนโลกของเราจะเกิดเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้าเจ้าของธุรกิจสังเกตรอบๆ ตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจ และอื่นๆ ไม่แปลกที่เจ้าของธุรกิจจะรู้สึกหวาดกลัวกับการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน

คุณเคยได้ยิน “หลักการพาเรโต” หรือ “กฎ 80% – 20%” บ้างไหม?

อธิบายง่ายๆ คือ เมื่อคุณคิดตั้งตัวเลขในความสำเร็จเป็น 100 % ในส่วนของ 20% เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ ซึ่งผลลัพธ์นั้นก็คืออีก 80% นั่นเอง ซึ่งตัวเลข 20% คุณอาจมองว่าเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ตัวเลขนี้เป็นส่วนสำคัญมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในการทำธุรกิจที่จะได้ผลเติบโตถึง 100% หากคุณมีการจัดการกับความกลัวของคุณเพียง 20% คุณก็จะได้ผลลัพธ์อีก 80% ได้ไม่ยาก จนทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

T.Harv Eker กล่าวว่าถ้าคุณต้องการที่จะเปลี่ยนโลก สิ่งแรกที่คุณจะต้องเข้าใจ คือ ตัวเอง คุณต้องเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงิน ถ้าคุณไม่เข้าใจอารมณ์ของคุณ คุณก็ไม่สามารถสร้างเงินล้านได้” 

ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงหลักการสร้างความสำเร็จและการเอาชนะความกลัวทางการเงินของเจ้าของธุรกิจด้วยวิธีคิดแบบใหม่

4 วิธีที่เจ้าของธุรกิจเอาชนะความกลัวทางการเงิน

วิธีที่ 1 เรียนรู้จากกฎแห่งการสร้างผลลัพธ์ (Law of Result Creation)

มนุษย์มีการแสดงออกทางอารมณ์มากมาย และความกลัวคือ 1 ในนั้นด้วย การที่เจ้าของธุรกิจจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์จากกฎแห่งการสร้างผลลัพธ์ (Law of Result Creation) เพื่อเข้าใจกลไกลในร่างกายของตนเอง

  • ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้จะเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ ย่อมเกิดจากก้าวแรกเสมอ ในด้านธุรกิจ หากเจ้าของธุรกิจอยากประสบความสำเร็จ ก็ต้องเริ่มจากก้าวแรกเช่นกัน และนั่นก็คือความคิด (Thought) หรือมุมมองต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณ จนนำไปสู่การสร้างความรู้สึก

  • ความรู้สึก (Feeling) เมื่อเจ้าของธุรกิจมีความคิดและมีมุมมองต่อสิ่งที่เข้ามาในธุรกิจของคุณ สมองและจิตใต้สำนึกจะทำให้เจ้าของธุรกิจมีความรู้สึก เช่น รู้สึกตื่นเต้นในการทำธุรกิจกับคู่ค้า รู้สึกกังวลใจว่าจะขาดทุน รู้สึกเครียดเมื่อยอดขายไม่ได้เท่าที่หวัง รู้สึกมีความสุขเมื่อได้ผลกำไรทะลุเป้าหมาย เป็นต้น เมื่อมีความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นในหัวของคุณก็จะนำเจ้าของธุรกิจไปสู่การกระทำ

  • การกระทำ (Action) สิ่งที่เจ้าของธุรกิจลงมือทำหรือแสดงออกเมื่อมีความรู้สึก เช่น เจ้าของธุรกิจรู้สึกเครียดว่าจะสร้างยอดขายไม่ได้เท่าที่หวังก็เกิดการแสดงออกเป็นการร้องไห้ เมื่อเจ้าของธุรกิจรู้สึกดีใจที่ผลกำไรทะลุเป้าก็แสดงออกด้วยการเฉลิมฉลอง เป็นต้น และหลังจากที่เจ้าของธุรกิจได้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ ผลลัพธ์

  • ผลลัพธ์ (Result) คือ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจจะได้รับหลังจากการลงมือทำหรือแสดงความรู้สึกออกไป ยกตัวอย่าง เมื่อเจ้าของธุรกิจรู้สึกดีใจที่ผลกำไรทะลุเป้าก็จะเฉลิมฉลอง เมื่อคุณเฉลิมฉลองเสร็จ คุณก็จะมีกำลังใจที่จะสร้างรายได้ต่อไป

.

ข้อคิด: เจ้าของธุรกิจจะเห็นได้ว่าผลลัพธ์และการกระทำล้วนมาจากอารมณ์และความคิดทั้งสิ้น อย่างที่ Tony Robbins กล่าวไว้ว่าคุณภาพของชีวิตเรา จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของอารมณ์ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนอารมณ์ คุณก็ต้องเปลี่ยนที่มุมมอง ต้องแยกแยะให้ได้ระหว่าง ความกลัว และ อารมณ์ ออกจากกัน

.

เจ้าของธุรกิจ ควรนำกฎแห่งการสร้างผลลัพธ์มาปรับใช้เพื่อเอาชนะความกลัว ซึ่งข้อดีของความกลัวคือ ทำให้เจ้าของธุรกิจไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงๆ เพื่อที่จะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ แต่เมื่อความกลัวเข้ามาครอบงำมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อเจ้าของธุรกิจเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นความกลัวเกี่ยวกับการเงินด้วยแล้วจะยิ่งทำให้เจ้าของธุรกิจได้รับผลกระทบมากสำหรับการทำธุรกิจ

 วิธีที่ 2 สำรวจมุมมองเกี่ยวกับการเงินในอดีตของตัวเอง

ตั้งแต่เด็กจนโต คงมีหลายต่อหลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจจะได้ยินคนรอบข้าง หรือครอบครัว คอยพูดหรือฝังหัวเกี่ยวกับเรื่องการเงินตลอดว่า “เงินไม่ได้งอกจากต้นไม้” “คนรวยเป็นคนโลภ” “คนรวยมักเอาเปรียบคนอื่นอยู่เสมอหรือแม้กระทั่งเงินเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

แต่จริงๆ แล้วถ้ามองให้ลึกลงไป คำสอนเหล่านี้อาจเป็นการขีดเส้นจำกัดความสามารถด้านการเงินในตัวคุณ รวมถึงคอยปิดกั้นโอกาสและมุมมองที่จะทำให้เจ้าของธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินในทางที่ดีขึ้นด้วย 

.

ข้อคิด: มุมมองด้านการเงินเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของวิธีคิด ถ้าเจ้าของธุรกิจมีวิธีคิดที่ผิด ไม่ว่าเจ้าของธุรกิจจะทำอย่างไร พฤติกรรมการเงินของคุณก็จะผิด เช่นเดียวกัน ถ้าเจ้าของธุรกิจคิดว่า เงินทำให้คนโลภและทำให้คุณไม่ต้องการเงิน คุณก็จะไม่มีเงิน แต่จริงๆ แล้วเงินไม่ได้ทำให้คนใดหรือใครโลภไปกว่าเดิม แต่เงินอาจเป็นตัวสะท้อนพฤติกรรมที่แท้จริงของคนนั้นมากกว่า

ดังนั้น ก่อนที่เจ้าของธุรกิจจะเดินไปถึงอนาคต เจ้าของธุรกิจต้องกลับไปดูอดีตของตัวเองก่อนว่า มุมมองและวิธีคิดเกี่ยวกับการเงินของคุณในปัจจุบันของคุณ  แท้จริงแล้วมาจากไหนของอดีต และหาทางแก้ไขรวมถึงเปลี่ยนวิธีคิดเสีย เมื่อคุณปลดล็อกความคิดเหล่านี้ได้ คุณก็จะสร้างมุมมองใหม่เกี่ยวกับการเงิน มีเงินเก็บ และเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินมากขึ้น

วิธีที่ 3 กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

เมื่อถามถึงเป้าหมายทางการเงิน เจ้าของธุรกิจมักมีความคิดว่าต้องการเก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ เพราะอยากมีชีวิตที่สุขสบาย จะได้ไม่ต้องทำธุรกิจไปจนแก่ แต่เมื่อถามว่าคุณต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอล่ะ? เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะตอบว่าสักล้านสองล้าน

.

คำว่า ‘สักล้านสองล้านในที่นี้ เป็นการประมาณการ คาดคะเนตัวเลขขึ้นมาแบบสุ่มๆ เจ้าของธุรกิจก็เก็บเงินโดยที่ไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายที่เขาต้องการเพื่อที่จะออกจากความกลัวนั้นคืออะไร และต้องมีเงินเก็บจริงๆ เท่าไหร่กันแน่ จึงไม่แปลกที่เจ้าของธุรกิจหลายคนจะมีความกลัวที่มาจากความไม่แน่นอน

เพราะเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่พยายามที่จะตั้งเป้าหมายของตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และ สิ่งที่ตามมา คือ เจ้าของธุรกิจไม่รู้ว่าเป้าหมายของตัวเองจะจบลงที่ใด จึงเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความกลัว ซึ่งความกลัวแบบนี้ คือ ความกลัวที่เกิดมาจากการไม่รู้ว่าเป้าหมายตัวเองอยู่ตรงไหนนั่นเอง 

.

ข้อคิด: ความไม่แน่นอนมักสร้างความกลัวเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าของธุรกิจต้องการเอาชนะความกลัวทางด้านการเงิน เจ้าของธุรกิจจะต้องสร้างความแน่นอนกับชีวิต ด้วยการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จริงๆ แล้วเจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายให้ใหญ่โตก็ได้ แค่ไม่ลืมที่จะเดินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งประสบความสำเร็จ แค่นั้นก็ทำให้เจ้าของธุรกิจลดความกลัวและมีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแน่นอน

วิธีที่ 4 เจาะลึกและเข้าใจบุคลิกภาพทางการเงินของตัวเอง

เจ้าของธุรกิจเคยสำรวจตัวเองไหมว่ามีวิธีการใช้เงินอย่างไร? เช่น คุณเป็นคนใช้เงินเก่งมาก ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า หรือ เป็นคนที่ไม่รู้จักการซื้อของเลย ได้เงินมาเท่าไหร่ก็เก็บเข้าธนาคารหมด หรือ จะปวดหัวทุกครั้งที่มีใครเปิดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเงินขึ้นมา หรือ ชอบนำเงินไปทำบุญทำทาน เป็นต้น

.

จากตัวอย่างข้างต้น สามารถนำมาจำแนกได้เป็นบุคลิกภาพทางการเงิน (Money Personality) 4 ประเภท ประกอบไปด้วย 

  • Spender คือ กลุ่มคนที่มีความสุขกับการใช้เงิน ใช้เงินเพื่อซื้อความสุขความสบาย หาเงินมาได้ก็มักจะใช้หมด 
  • Saver คือ กลุ่มคนที่มีความสุขเมื่อเห็นจำนวนเงินเก็บสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จะรู้สึกร้อนรนถ้าต้องใช้เงินหรือจ่ายเงินเพื่อของไม่จำเป็น
  •  Avoider คือ กลุ่มคนที่ถ้าหากใครพูดถึงเรื่องเงินคนเหล่านี้จะเดินหนีไปทันที เพราะมองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว 
  • Monk คือ กลุ่มคนที่มองว่าเงินเป็นของนอกกาย เมื่อมีเงินเยอะก็จะแบ่งให้กับคนอื่นชอบทำบุญมาก 

.

ข้อคิด: ทฤษฎีของการจัดหมวดหมู่คนทั้ง 4 ประเภทนี้ หรือที่เรียกว่าบุคลิกภาพทางการเงิน” (Money Personality) เป็นการบอกว่าแต่ละคนมีมุมมองทางการเงินอย่างไร ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป

เพราะฉะนั้นการที่คุณจะออกจากความกลัวทางการเงินได้คุณต้องรู้และเข้าใจว่าพฤติกรรมทางการเงินของคุณเป็นแบบไหน พยายามเข้าใจวิธีการใช้เงินของตัวเอง และปรับสมดุลพฤติกรรมทางการเงินของคุณให้ได้ เพื่อให้คุณหลุดพ้นจากความกลัวทางการเงินได้ในที่สุด

สุดท้ายนี้ ให้เจ้าของธุรกิจนึกไว้เสมอว่า การมีอิสรภาพทางการเงิน คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ แต่การมีชีวิตที่คุณเลือกได้ สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัดของความกลัวเข้ามามีบทบาทในชีวิตคุณ นี่คือความสุขที่แท้จริง

.

หากคุณอยากกำหนดชะตาชีวิตทางการเงินโดยปราศจากความกลัวด้วยตัวคุณเอง พร้อมเรียนรู้เทคนิคการสร้างความสำเร็จทางชีวิตและการเงิน เราขอแนะนำ สัมมนา Millionaire Mind Intensive สัมมนาที่อัดแน่นด้วยความรู้ ประสบการณ์ และเคล็ดลับตลอด 3 วัน ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการเงินของคุณไปตลอดกาล >>สนใจกด Banner ด้านล่างได้เลย!

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

เจ้าของธุรกิจควรใช้ Social Media Platfrom อันไหนให้เหมาะกับธุรกิจมากที่สุด

เจ้าของธุรกิจควรใช้ Social Media Platfrom อันไหนให้เหมาะกับธุรกิจมากที่สุด

เจ้าของธุรกิจควรใช้ Social Media Platfrom อันไหนให้เหมาะกับธุรกิจมากที่สุด

27 มกราคม 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

เมื่ออำนาจของ Social Media อยู่ในมือเจ้าของธุรกิจ การเลือกทำ Digital Marketing ให้เหมาะสมกับธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้  เราใช้ Social Media ในค้นหาและสร้างข้อมูล ความบันเทิงต่างๆ และจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้ Social Media ของคนไทย Global Digital 2019 : รายงานสถานการณ์การใช้ งานดิจิทัล และอินเทอร์เน็ต โดย We Are Social และ Hootsuite

พบว่า มีคนไทยกว่า 51 ล้านคน ใช้งาน Social Media เป็นประจำ และใช้เวลาเฉลี่ยกับ Social Media นานกว่า 3 ชั่วโมง 11 นาทีต่อวัน นอกจากนี้ ยังพบว่า ทั้ง  Facebook, YouTube และ LINE ต่างติดอยู่ใน Top 10 Social Network ที่คนไทยนิยมใช้เสียด้วย

.

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าของธุรกิจหลายคนจะหันมาทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลายล้านคนจากการทำการตลาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากสื่อ Social Media มีหลากหลายช่องทางมาก

จึงทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนลังเลว่า จริงๆ แล้วธุรกิจของเขาควรทำการตลาดในช่องทางไหนถึงจะตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าของเขามากที่สุด เพื่อให้การทุ่มเงินลงไปกับโฆษณาต่างๆ ไม่สูญเปล่า และการจะรู้ได้ว่า สื่อ Social Media ไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ เจ้าของธุรกิจจะต้องเข้าใจความแตกต่างของแต่ละช่องทางของ Social Media ก่อนนั่นเอง

ความแตกต่างของสื่อ Social Media ในการทำ Digital Marketing

เรามาทำความเข้าใจกับ Digital Marketing กันก่อนว่า มีความสำคัญอย่างไรในการทำธุรกิจ? Digital Marketing เป็นการตลาดที่นำเอาเทคโนโลยี หรือสื่อ Social Media เข้ามาช่วยในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและจำนวนมาก

ที่สำคัญค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำ Digital Marketing สามารถเพิ่ม ลด หรือกำหนดค่าใช้จ่ายได้ เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของเจ้าของธุรกิจ และยังสามารถวัดผลได้อย่างแน่นอนด้วย

.

แต่การทำ Digital Marketing นั้นจะต้องถูกวางแผนมาอย่างดีว่า จะสื่อสารอย่างไรให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย ในช่วงเวลาที่ควร และในงบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งการทำ Digital Marketing

ก็มีหลาย Platform ให้คุณเลือก เช่น Facebook, YouTube และ LINE เป็นต้น ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็มีจุดเด่นในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

1. Facebook

Facebook เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ครองแชมป์ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน Facebook ที่เข้าถึงโฆษณากว่า 2,121 ล้านคน โดย 43% เป็นกลุ่มผู้หญิง

และอีก 57% เป็นกลุ่มผู้ชาย นอกจากสถิติของโลกแล้ว Facebook ยังเป็น Social Media อันดับ 1 ที่คนไทยเข้าถึงโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยจำนวน 50 ล้านคน

.

ในเรื่องของโฆษณา Facebook ไม่ต่างอะไรกับป้าย Billboard ซึ่งเหมาะมากกับการโปรโมทสินค้า เพื่อให้คนเห็นจำนวนมากๆ เหมือนที่คุณมักพบเห็นโฆษณาได้ตามทางเมื่อขับรถนั่นแหละ ดังนั้น ถ้าเจ้าของธุรกิจอยากจะทำ Digital Marketing ต้องศึกษาพฤติกรรมของคนที่ใช้งาน Facebook

เช่น คนใช้ Facebook ส่วนมากจะเป็นคนที่หาอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากหน้า News Feed ถ้าเป็นการดูวิดีโอ มักจะเป็นวิดีโอแบบสั้นๆ ไม่ยาวมาก เป็นต้น การศึกษาพฤติกรรมแบบนี้ เพื่อวิเคราะห์ว่า กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณใช่คนที่ใช้งานบน Facebook หรือไม่? นั่นเอง

2. Youtube

เว็บไซต์ Youtube เป็นอีกหนึ่งช่องทาง Social Media ที่คนไทยนิยมใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ซึ่งส่วนมากพฤติกรรมของคนที่ใช้ Youtube เหมือนกับการดูโทรทัศน์นั่นแหละ แต่มี Content ให้เลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง รายการโชว์ สารคดี การ์ตูน และอื่นๆ

.

Youtube จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทาง Social Media ที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากทำการตลาด เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้ Youtube คือ คนที่ตั้งใจเข้ามารับชมวิดีโอแบบยาวๆ ดังนั้น สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากทำการตลาด เพื่อเป็นสร้างการรับรู้ให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

อาจสร้างสื่อโฆษณาเป็นวิดีโอที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของธุรกิจอยากสื่อสาร เพื่อให้โฆษณานั้นเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

3. LINE

จากประชากรประเทศไทยทั้งหมด 69 ล้านคน จะมีผู้ใช้ LINE อยู่ 44 ล้านคน โดยจะใช้งาน LINE เฉลี่ย 63 นาที / วัน ตัวเลขพวกนี้ บ่งบอกได้ว่า LINE เป็นอีกหนึ่งช่องทาง Social Media ที่คนไทยนิยมใช้กัน ส่วนมากใช้เพื่อส่งข้อความหากัน และการโต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว

.

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้ LINE เป็นช่องทางในการทำการตลาด LINE มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น สามารถเขียนข้อความได้สูงสุด 500 ตัวอักษร สามารถส่งเป็นรูปภาพ และส่งวิดีโอได้ไม่เกิน 5 นาที การส่งข้อความเพียงครั้งเดียวสามารถกระจายไปถึงคนจำนวนมากได้

นอกจากนี้ LINE ยังเหมาะสมมากที่จะใช้สร้างระบบ Customer Relationship Managemen (CRM) เพราะเจ้าของธุรกิจสามารถดูแลและพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรงแบบ 24 ชม.ด้วย

4. Google

เป็นเว็บไซต์อันดับ 1 ที่คนไทยใช้มากที่สุด ทำหน้าที่เหมือนสมุด Yellow Pages ในสมัยก่อน ที่เป็นแหล่งรวบรวมรายชื่อธุรกิจ สินค้า และบริการ โดยจะเรียงเรียงข้อมูลไว้เป็นหมวดหมู่

คุณอาจเคยได้ยินคนพูดกันว่า ‘ไม่รู้อะไรให้ไปถาม Google สิ’ ประโยคนี้เป็นการสะท้อนพฤติกรรมของคนใช้ Google ว่าเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมสำหรับการเสิร์ชหาข้อมูลทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้

 .

สังเกตจากพฤติกรรมของคนใช้ Google คือ เขามักจะหาคำหรือข้อมูลที่เขาอยากจะรู้ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจ คุณควรให้ความสำคัญกับการเสิร์ชหาข้อมูล Search Engine หรือ Keyword เพื่อให้คนเสิร์ชข้อมูลแล้วพบสินค้าหรือธุรกิจของคุณเป็นอันดับแรกๆ

นึกถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำ Digital Marketing ให้ประสบความสำเร็จ

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจคงเกิดคำถามว่าแล้วธุรกิจของคุณเหมาะกับการทำ Digital Marketing ช่องทาง Social Media ไหนกันแน่? เพราะแต่ละช่องทาง Social Media ก็เจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ดี คำตอบที่คุณตามหา คือ การจะทำ Digital Marketing ให้ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณว่าเป็นคนประเภทใด ชอบอ่านข้อความ ชอบดูรูปภาพ หรือชอบดูวิดีโอสั้นหรือยาวมากกว่ากัน

.

ข้อคิด: ทั้ง Facebook และ Youtube ต่างเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถโพสต์วิดีโอได้เหมือนกัน แต่คุณรู้สึกถึงความต่างของกลุ่มเป้าหมายไหม? ในกลุ่มเป้าหมายของ Youtube ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความ

ตั้งใจเข้าเว็บไซต์เพื่อรับชมวิดีโอ ดังนั้นพฤติกรรมการเสพ Youtube จึงเป็นการดูวิดีโอได้จนจบ แตกต่างจาก Facebook ที่คนดูวิดีโอส่วนมากจะเห็นวิดีโอผ่าน “News Feed” ซึ่งบางคนดูแบบผ่านๆ ไม่ได้ตั้งใจดูจนจบด้วยซ้ำ

และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณต้องคิดและวิเคราะห์ว่า คุณควรใช้ Social Media ไหนเพื่อทำ Digital Marketing ให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

.

.

หากคุณกำลังมองหาช่องทางการสร้างรายได้ เพิ่มยอดขายด้วยการใช้ Social Media เพื่อสร้างแผนการตลาดแบบ Digital Marketing ให้ยั่งยืนด้วยตัวคุณเอง.. 

เราขอแนะนำงานสัมมนา Digital Marketing for SMEs คือ หลักสูตรที่จะช่วยเจ้าของธุรกิจเรียนรู้เคล็ดลับพิเศษและกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริงในการทำ Digital Marketing ที่คุณสามารถทำเองได้  เลือกงบประมาณที่พอใจ  และสร้างยอดขายได้จริง  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมว่าสัมมนานี้จะช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร >> คลิกที่ Banner ด้านล่างได้เลย!

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

Business Experts Ep.1 – “Customer Insights :ทำอย่างไรจะรู้ใจลูกค้าได้มากขึ้น” | อาจารย์ ดร. ชมพูนุท ผ่องจิตร์

Business Experts Ep.1 – “Customer Insights :ทำอย่างไรจะรู้ใจลูกค้าได้มากขึ้น” | อาจารย์ ดร. ชมพูนุท ผ่องจิตร์

Business Experts Ep.1 – “Customer Insights:ทำอย่างไรจะรู้ใจลูกค้าได้มากขึ้น” 

22 มกราคม 2563 | จัดทำโดย Pan Pho Production.

Customer Insights คืออะไร?

พบกับ อาจารย์ ดร. ชมพูนุท ผ่องจิตร์ อาจารย์อาจารย์กลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาเจาะลึกวิธีคิดและกลยุทธ์การค้นหา Customer Insights ที่ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในยุคที่การตลาดออนไลน์นั้นมีการแข่งขันอย่างสูง พร้อมกับฟังประสบการณ์วิธีการสร้าง Customer Insights แบบง่ายๆ ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป

ติดตาม Business Experts ได้ทุกวันพุธเว้นพุธ เวลา 19:00 น.ได้ทาง PanPho.com

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

12 เรื่องต้องรู้ก่อนเริ่มธุรกิจอสังหาฯ

12 เรื่องต้องรู้ก่อนเริ่มธุรกิจอสังหาฯ

12 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเริ่มธุรกิจอสังหาฯ

 22 มกราคม 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

หลายคนเชื่อว่าการลงทุนทำธุรกิจหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นหนทางสู่ความร่ำรวย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำแล้วจะรวย  หลายคนที่ทำแล้วเจ๊งหมดตัวเลยก็มี คนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วประสบความสำเร็จจะให้ความสำคัญ  เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เจาะลึกข้อมูล และทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแตกต่างๆ กับคนที่ทำอสังหาฯ แล้วเจ๊งโดยไม่รู้สาเหตุ

ผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องมีความรู้อย่างน้อย 12 เรื่องดังนี้

1. ทำเล
.
โครงการอสังหาฯ แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างมาก สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่แล้วก็ถูกบังคับด้วยโจทย์ของที่ดินว่าเหมาะสำหรับทำโครงการอสังหาฯประเภทไหน แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีที่ดิน จะมีทางเลือกในการทำโครงการในฝันได้มากกว่า
.
อย่างไรก็ตามการเลือกทำเลในการทำโครงการอสังหานั้นก็มีปัจจัยในการพิจารณาหลักๆ ดังนี้ เช่น ประชากรต่อพื้นที่ (ดูได้ที่ สถิติทางการทะเบียน กรมการปกครอง) เพื่อวิเคราะห์ว่าประเภทของโครงการอสังหาฯ ที่กำลังคิดจะทำนั้นเหมาะสมกับพฤติกรรมของประชากรที่อยู่ในพื้นที่นั้นหรือไม่

เช่น หาคุณอยากทำโครงการคอนโด แต่ประชากรในพื้นที่ยังไม่หนาแน่น การเดินทางที่เข้าถึงยาก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ตลาด ร้านอาหาร โรงเรียน ซูปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ถ้าฝืนทำโครงการ ก็อาจจะใช้เวลาหลายปี หรือ เป็นสิบปีจนกว่าบริเวณรอบโครงการจะเจริญ รวมทั้งราคาประเมินที่ดิน (ดูเพิ่มเติม สำนักงานที่ดิน กรมธนารักษ์) จะคุ้มค่าในการลงทุนทำโครงการหรือไม่

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงการอสังหาฯ
.
อย่าเพิ่งทำการใดๆ ถ้ายังไม่รู้ว่าที่ดิน หรือ ทำเลที่ตั้งที่กำลังจะทำโครงการอสังหาฯ นั้นเป็นสีใดในผังเมือง (กฎหมาย ด้านโยธาธิการและผังเมือง) เพราะแต่ละสีมีเงื่อนไขในการใช้ประโยชน์ของที่ดิน และ ราคาซื้อขายที่แตกต่างกัน หากไม่ศึกษาให้ดี อาจไม่สามารถเปิดโครงการได้เพราะผิดกฎหมาย 

ทำให้มีผลกับต้นทุนของโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ผังเมืองสีเขียว (เกษตรกรรม) ไม่สามารถทำโครงการบางประเภทได้ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอนโดฯ ถ้าเกิดมีที่ดินมรดกอยู่ในผังเมืองสีเขียว ก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปทำโครงการสวนเกษตร ปลูกผักออแกนิค หรือ ศึกษาเทรนของตลาดเพื่อมาใช้ศักยภาพของที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่ศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนประสบความผิดพลาดล้มเหลวได้

3. การออกแบบโครงการอสังหาฯ 
.
เมื่อศึกษาจนรู้ (สีผังเมือง) ว่าจะสร้างโครงการอสังหาฯ แบบไหนบนแปลงที่ดินที่เลือกไว้แล้ว เช่น จะสร้างโครงการทาวน์เฮ้าส์ขนาดเล็ก ก็ต้องออกไปสำรวจวิจัยตลาดว่า เจ้าถิ่น คู่แข่งหลัก คู่แข่งรอง ออกแบบโครงการอย่างไร มีคอนเซป และจุดขายอย่างไร 

ถ้ามีโครงการไหนถูกใจบ้าง ก็เก็บข้อมูลไว้ให้ละเอียดเพื่อมาทำการวิเคราะห์ว่าโครงการที่กำลังจะเริ่มพัฒนาสามารถทำให้ทัดเทียม หรือดีกว่าได้หรือไม่ หากออกแบบโครงการได้ดีกว่า มีจุดเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า และ ตลาดบริเวณนั้นยังไม่มีก็มีโอกาสชนะได้มากยิ่งขึ้น
.
อย่างไรก็ตามเวลาไปสำรวจตลาด ควรให้สถาปนิก หรือ ผู้ที่รับผิดชอบด้านการวางแผนการตลาดไปดูด้วยเพื่อจะได้เห็นมุมมองมาออกแบบรูปแบบบ้าน (สถาปนิกช่วยได้) วิจัยและวิเคราะห์จุดแข็งเพื่อเตรียมวางแผนการตลาดและส่งเสริมการขาย (นักการตลาดช่วยได้)

4. การออกแบบสินค้า
.
ถือว่าเป็นงานปราบเซียนของนักพัฒนาอสังหาฯ มือใหม่ที่จะต้องออกแบบสินค้าให้แตกต่างกับคู่แข่งที่อยู่ในพื้นที่ มีความทันสมัย ตอบโจทย์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ขนาดของครอบครัวจะสัมพันธ์กับจำนวนห้อง พฤติกรรมการกินอยู่ ทำอาหารกินเอง 

หรือ ซื้อบ่อยกว่าจะมีความสัมพันธ์กับขนาดห้องครัว ถ้าครอบครัวใหญ่ ห้องครัวจะต้องใหญ่ หรือ อาจจะมีครัวไทยแยก พฤติกรรมการเดินทางไปทำงาน ไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว จะสัมพันธ์กับที่จอดรถ 1 คัน 2 คัน เป็นต้น
.
นักพัฒนาอสังหาฯ ควรให้ความใส่ใจในการใช้มืออาชีพมาออกแบบสินค้า เช่น ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว คอนโด โดยสถาปนิกมืออาชีพและมีความประสบการณ์เชี่ยวชาญในการออกแบบสินค้าประเภทนั้น เพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิดในการออกแบบ และช่วยออกแบบให้สินค้ามีจุดเด่นเหนือคู่แข่ง 

และลูกค้าอยากได้ ข้อควรระวัง อย่าใช้สถาปนิกผิดประเภท เช่น เชี่ยวชาญออกแบบโรงงานมาออกแบบทาวน์เฮ้าส์ หรือ อย่าไปลอกเลียนแบบห้องของโครงการนี้มาแปะร่วมกับโครงการนั้น เพราะแต่ละแบบบ้านมีที่มาแตกต่างกัน สุดท้ายขายไม่ออก เดี๋ยวจะกลายเป็น เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียได้” 

5. การขอสินเชื่อ
.
สินเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพราะโครงการอสังหาริมทรัพย์แต่ละโครงการจำเป็นต้องใช้เงินหมุนเวียนจำนวนมากกว่าจะทำให้โครงการเสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่เริ่มซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้าง การเสริมสภาพคล่องให้โครงการเพื่อให้สามารถส่งมอบบ้าน หรืออาคารที่เสร็จสมบูรณ์ให้กับผู้ซื้อ 

ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลการขอสินเชื่อ และ ประเภทวงเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการเงินไปเพื่อกู้ซื้อที่ในการพัฒนาโครงการ กู้เพื่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถมดิน ปรับปรุงสภาพที่ดิน หรือพัฒนาสาธารณูปโภคในโครงการ กู้เพื่อเป็นค่าก่อสร้างอาคารในโครงการ ตามประเภทของการพัฒนา เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือ คอนโดฯ และต้องเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อประกอบในการยื่นขอสินเชื่อ 
.
อย่ามัวแต่คิด และอยู่ในความสงสัย ให้เดินไปหาสถาบันการเงินดีกว่านั่งคิดคนเดียว จะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเฉพาะด้าน โดยส่วนใหญ่จะไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะสถาบันการเงินเหล่านั้นต้องการแย่งลูกค้า(ชั้นดี)เพื่อให้มาขอสินเชื่ออยู่แล้ว 

6. การบริหารต้นทุน
.
ต้นทุนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำโครงการ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และ เตรียมตัวทางการเงินไว้เป็นอย่างดี เพราะต้องใช้เงินทุนมากมายกว่าจะทำโครงการให้ประสบความสำเร็จได้สักหนึ่งโครงการ
.
ต้นทุนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีหลักใหญ่ๆ ดังนี้ ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากที่ดินที่จะจัดสรรขาย ค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มโครงการ ค่าจัดทำสาธารณูปโภค เช่น ค่าที่ดิน ค่าถมดิน ค่าก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบโทรศัพท์ ค่าก่อสร้างสระว่ายน้ำ ค่าปลูกต้นไม้ ถนน ค่ารื้อถอน ค่าก่อสร้าง เป็นต้น 

ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ มาช่วยทำด้านนี้เพื่อจะได้จัดสรรเงินลงทุน ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยสินเชื่อ และ สภาพคล่องเพื่อทำให้โครงการสามารถเดินหน้าโดยไม่สะดุดและควบคุมต้นทุนได้ตามที่วางไว้

7. การบริหารงานก่อสร้าง
.
โครงการอสังหาริมทรัพย์มากมายที่มีปัญหากับผู้รับเหมา และ ทำให้เกิดความล่าช้าไม่สามารถทำงานก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย เป็นเพราะผู้ประกอบการขาดความรู้ ความเข้าใจ ความรัดกุมในการบริหารงานก่อสร้าง
.
ผู้ประกอบควรหาความรู้ด้านการบริหารงานก่อสร้าง (Construction Management) เพื่อจะมีความรู้ในการทำงานกับผู้รับเหมาตั้งแต่ ช่วงก่อนการก่อสร้าง” “ช่วงระหว่างการก่อสร้าง” “ช่วงหลังงานก่อสร้าง เพื่อจะได้ควบคุมงบประมาณและงานก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
แต่หากผู้ประกอบการพอมีงบประมาณในการจ้างมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารงานก่อสร้างมาทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างเจ้าของโครงการและผู้รับเหมา ก็จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระและได้รับผลงานตรงตามรูปแบบที่ต้องการอย่างมีมาตรฐาน 

ทำให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในงบประมาณที่กำหนด และยังช่วยกำกับดูแลให้สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามเป้าหมายที่วางไว้โดยไม่ต้องปวดหัวกับการแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

8. การตั้งราคาขาย
.
ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ปัจจัยต่างๆ เพื่อใช้ในการตั้งราคาขายอสังหาฯ เช่น ต้นทุนค่าที่ดินและงานก่อสร้าง (ไม่ควรเกิน 70%ของราคาขาย) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การแข่งขันในตลาด ราคาของคู่แข่งมีผลต่อการกำหนดราคาและควรตั้งราคาให้จูงใจลูกค้า กำลังซื้อหรือความสามารถในการซื้อของลูกค้า
.
ปัจจัยเหล่านี้สามารถชี้อนาคตของโครงการได้เลยว่าจะขายได้หรือไม่ เพราะหากตั้งราคาต่ำกว่าตลาดมากไปก็จะขาดทุน หากตั้งราคาสูงไปก็จะขายได้ยากเมื่อลูกค้านำราคาไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง 

อีกปัจจัยสำคัญคือ ราคาหรือมูลค่าตลาด (Market Value) ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งการตั้งราคาขายที่สูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าตลาดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณลูกค้าที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นๆ 

9. การวางแผนการตลาด
.
ส่วนสำคัญในการทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์แต่ละโครงการให้สามารถขายได้ตามเป้าประสงค์นั้นมาจากการวางแผนการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นักพัฒนามืออาชีพจะให้ความสำคัญกับการวางแผนการตลาดตั้งแต่เริ่มต้นจัดทำโครงการ 

เนื่องจากการวางแผนการตลาดจะต้องนำข้อมูลคู่แข่ง ราคา กลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์ส่งเสริมการขายมาวิเคราะห์เพื่อหาแผนที่ดีที่สุดเพื่อให้โครงการอสังหาสามารถปิดการขายได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้โครงการได้รายได้และผลกำไรตามที่ต้องการหรืออาจสูงกว่าที่คาดไว้เพราะประหยัดต้นทุนค่าดอกเบี้ยและค่าบริหารการขาย
.
ปัจจุบันการวางแผนการตลาดและส่งเสริมการขายสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากผ่านทางออนไลน์ทำให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนและเวลาไปได้มาก อย่างไรก็ตามผู้ประกอบต้องติดตามกลยุทธ์ทีใช้และผลตอบรับอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันกับตลาดและสถานการณ์

10. สินเชื่อสำหรับลูกค้า
.
ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องศึกษาข้อมูลสินเชื่อสำหรับลูกค้าสำหรับการซื้ออสังหาฯ ในระดับราคาต่างๆ ของโครงการได้โดยปรึกษากับสถาบันการเงินที่โครงการใช้อยู่ หรือ ธนาคารที่มีนโยบายที่เอื้อต่อโครงการ 

เช่น ดอกเบี้ยอัตราที่ดี การให้วงเงินกู้สูง เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกค้า และทำให้เกิดการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการจัดทำเป็นข้อมูลสำหรับส่งเสริมการขาย
.
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการสามารถวางแผนคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมและมีกำลังซื้อได้ตั้งแต่เริ่มทำโครงการ เพราะหากเน้นราคาต่ำเพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อน้อย 

ถึงแม้จะขายได้จริง แต่อาจจะติดปัญหาไม่สามารถโอนหลักทรัพย์ได้ เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ของสถาบันการเงิน ทำให้ปิดโครงการไม่ได้ เกิดต้นทุนเพิ่มและเสียโอกาสการขาย

11. การเตรียมการขาย
.
ไม่ว่าจะเป็นโครงการอสังหาฯ ขนาดเล็ก หรือ ใหญ่ ผู้ประกอบควรให้ความสำคัญกับเรื่องเอกสารเพื่อใช้ในการขาย เพราะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า เช่น ใบราคา เงื่อนไขการซื้อ การผ่อนชำระ การผิดนัดชำระ รายละเอียดทรัพย์ที่ลูกค้าประสงค์จะซื้อ เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนแก้ไขต่อเติม สัญญาจะซื้อจะขาย 

และเอกสารอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ซื้อทราบข้อมูลที่ชัดเจนและเกิดความสบายใจ ผู้ขายเองก็ไม่ต้องปวดหัวกรณีผู้ซื้อผิดสัญญา และผู้ซื้อได้ทราบและทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนตัดสินใจซื้อ
.
อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญสำหรับการขายอีกอย่างคือ พนักงานที่ดูแลการขาย ควรได้รับการอบรมความรู้ของสินค้าเป็นอย่างดี บุคลิกน่าเชื่อถือ สุภาพ มีใจรักบริการ พร้อมทั้งมีข้อมูลของคู่แข่งมากพอเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่กำลังลังเลในการตัดสินใจ หากมีครบตามที่กล่าวมาก็จะสร้างโอกาสปิดการขายที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

12. บริการหลังการขาย
.
หากเป็นโครงการอสังหาฯ ขนาดเล็กที่ไม่เข้าเกณฑ์กฎหมายจัดสรรก็ไม่จำเป็นต้องมีนิติบุคคลในการดูแลหลังการขาย อาจมีการดูแลรับประกันการก่อสร้างตามระยะเวลา แต่สำหรับโครงการอสังหาฯ ที่เข้ากฎหมายจัดสรร ผู้ประกอบการจะต้องจัดให้มีนิติบุคคลดูแลโครงการต่อไป 

เช่น คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร ผู้ประกอบการต้องมีนิติบุคคลมืออาชีพคอยดูแลหลังจากที่ส่งมอบทรัพย์กันเรียบร้อยแล้วคอยดูแลเรื่องซ่อมบำรุงรักษาให้โครงการสวยงามน่าอยู่ ดูแลความปลอดภัยที่ทำให้อุ่นใจ ดูแลชุมชนให้น่าอยู่
.
ผู้ประกอบการที่ดีต้องให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายเพราะเป็นต้นทุนของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้โครงการ และ เกิดการบอกต่อในด้านดีกับลูกค้าของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งโครงการหลายแห่งเมื่อมีการขยายโครงการในทำเลใหม่ก็เกิดการจอง และ ซื้อขายหมดเพียงเปิดตัวโครงการไม่กี่วัน ประหยัดต้นทุนการตลาดและการขายได้อย่างคิดไม่ถึง

หากคุณกำลังอยากจะมีโครงการอสังหา หรือ กำลังคิดอยากมีโครงการของตนเอง  คุณรู้เรื่องเหล่านี้ครบทุกข้อหรือยัง  การทำโครงการอสังหาฯ ไม่เหมือนกับการทำธุรกิจประเภทอื่นๆ ที่สามารถเลิกได้ง่ายดาย  แต่หากเริ่มพัฒนาโครงการไปแล้ว และพบว่ามาผิดทาง  อาจจะต้องจมทุนหนัก หรือ กระทั่งล้มละลาย  ดังนั้นผู้ประกอบอสังหาฯ ต้องอัพเดทเทรน  เรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อ

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

4 เรื่องที่ “คนอยากรวย” ควรทำ

4 เรื่องที่ “คนอยากรวย” ควรทำ

4 เรื่องที่ “คนอยากรวย” ควรทำ

20 มกราคม 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

ใครบ้างไม่อยากรวย? ทุกคนอยากร่ำรวย  อยากมีอิสรภาพทางการเงิน คนที่ฝันและตั้งเป้าหมายแค่อยากมีเงินใช้เลี้ยงชีพให้เพียงพอ ก็จะหารายได้แบบพอเพียง  แต่บางคนมีฝันที่ยิ่งใหญ่ อยากรวย อยากมีพร้อมทุกสิ่งอย่าง รอบล้อมด้วยความหรูหรา ฝันที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องมาพร้อมกับการหารายได้ที่ใหญ่ยิ่งด้วยเช่นกัน  ซึ่งเขียนให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

ชีวิตธรรมดา  =  มีรายได้แบบธรรมดาก็พออยู่ได้
ชีวิตหรูหรา  =  มีรายได้ระดับเหนือธรรมดาถึงจะอยู่ได้

แต่ความเป็นจริงในชีวิตสังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่อยากรวยก็ไม่รอให้มีรายได้ก่อน  แต่ตัดสินใจใช้ “ชีวิตหรูหรา แต่มีรายได้ธรรมดา” (โดยเฉพาะคนเมือง)

จึงทำให้ยิ่งห่างไกลความร่ำรวยมากยิ่งขึ้น  หนำซ้ำทำให้ชีวิตตกต่ำกลายเป็นหนี้สิน  เพียงเพราะคนเหล่านั้นไม่รู้เทคนิคที่คนรวย “คิด” และ “ทำ” จึงไม่เคยเข้าใกล้ความรวย

T.Harv Eker ผู้เขียนหนังสือถอดรหัสลับสมองเงินล้านและผู้คิดค้น Millionaire Mind Intensive ที่โด่งดังไปทั่วโลกกล่าวไว้ว่า “การบริหารเงินจนกลายเป็นนิสัย ย่อมมีความสำคัญกว่าจำนวนเงินที่เราบริหาร”

แล้วคุณบริหารเงินของคุณอย่างไร?
ลองถามตัวคุณเองสิว่า  คุณใช้เงินก่อนแล้วค่อยออม? หรือ คุณออมเงินก่อนแล้วค่อยใช้?

ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากันไม่ว่าจะจนหรือรวย  แต่ทำไมจึงมีผลลัพธ์ทางการเงินแตกต่างกันสุดขั้ว!?

เรียนรู้ 4 เทคนิคที่ “คนอยากรวย” ควรทำ  เพื่อให้เปลี่ยนสถานะเป็นคนรวยได้

เรื่องที่ 1 : เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินและการลงทุน

คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเก็บเงิน  แต่กลัวที่จะนำเงินที่เก็บออมไปลงทุน เพราะการลงทุนแทบทุกประเภทมีความเสี่ยง แต่หากเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารโดยรอรับแต่ดอกเบี้ยเงินฝากนั้น  “เงินของคุณมีมูลค่าลดลง” เหตุที่ลดลงเพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากเงินนั้นน้อยกว่า “อัตราเงินเฟ้อ”

อัตราเงินเฟ้อคืออะไร? อัตาราเงินเฟ้อ คือ เงินที่คุณเก็บไว้มีมูลค่ามีน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น

25 บาท เมื่อ 20 ปีก่อน สามารถซื้อข้าวราดแกงได้ 1 จาน
25 บาท ปัจจุบันนี้ต้องใช้เงิน 40 บาท ถึงจะซื้อข้าวราดแกงได้

ยิ่งเก็บเงินโดยไม่ลงทุนใดๆ เลย มูลค่าเงินที่ถือไว้อยู่จะลดลงไปเรื่อยๆ

ความฉลาดทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญถ้า “อยากรวย” ซึ่งจำเป็นต้องหาความรู้เกี่ยวกับเงินและการลงทุน

ปัจจุบันนี้การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบมากกว่าในอดีต  ทำให้สามารถเก็บเงินและลงทุนไปโดยมูลค่าของเงินจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงผ่านไป

ความรู้เรื่องเงินและการลงทุนเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนที่จะนำเงินที่มีไปลงทุน  กุญแจสำคัญของการเพิ่มเงินให้รวยเร็วขึ้นคือ “ความรู้ในการลงทุน” ยิ่งมีความรู้ด้านการลงทุนมากขึ้นเท่าใด ยิ่งทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มมูลค่าและงอกเงยได้มากขึ้นเท่านั้น

เรื่องที่ 2 : แบ่งเงินเพื่อใช้จ่ายและลงทุนอย่างเป็นระบบ

คนส่วนใหญ่เมื่อได้เงินเดือนหรือรายได้มาก็จะนำไปชำระให้กับค่าใช้จ่ายก่อนที่จะนำเงินไปออมหรือลงทุน   โดยมีความคิดและปฏิบัติเป็นอัตโนมัติมาตลอดว่า “ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก่อน”  แล้วเมื่อไรเงินเหลือถึงจะมานำมาออมหรือลงทุน

ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่เคยเหลือเงินที่จะมาออมเลย

T.Harv Eker ต้นฉบับผู้สอนวิธีการเก็บเงินแบบ 6 กระปุก ที่ทำให้คนมากมายหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ ช่วยให้คนร่ำรวยจากการเก็บเงินแบบง่ายๆ นี้มาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก 

เพียงแบ่งเงินออกเป็นประจำหรือทุกๆ เดือนก็สามารถทำให้ “คนอยากรวย” มีฝันที่เป็นจริงได้

วิธีการเก็บเงินแบบ 6 กระปุกแบบง่ายๆ

กระปุกที่ 1 : กระปุกความจำเป็น NEC (Necessities Jar) 55% คือ เงินที่คุณต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั่วไป

กระปุกที่ 2 : กระปุกแห่งอิสรภาพทางการเงิน FFA (Financial Freedom Account Jar) 10% คือ เงินที่คุณต้องเก็บออมเพื่ออิสรภาพทางการเงิน

กระปุกที่ 3 : กระปุกเงินออมระยะยาวเพื่อการใช้จ่าย LTSS (Long-Term Saving for Spending Jar) 10% คือ เงินที่คุณต้องเก็บออมระยะยาวเพื่อการใช้จ่าย

กระปุกที่ 4 : กระปุกการศึกษา EDU (Education Jar) 10% คือ เงินที่คุณต้องเก็บออมเพื่อการศึกษา

กระปุกที่ 5 : กระปุกเงินใช้เล่น PLAY (Play Jar) 10% คือ เงินที่คุณต้องใช้เพื่อความสุขของตัวเอง

กระปุกที่ 6 : กระปุกแห่งการให้ GIVE (Give Jar) 5% คือ เงินที่คุณต้องเก็บไว้เพื่อการแบ่งปัน

ดูวิธีการเก็บเงินแบบ 6 กระปุกเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/2RaHlmY

เรื่องที่ 3 : เริ่มลงทุนจากเล็กไปใหญ่ น้อยไปมาก

คนส่วนใหญ่หวังจะลงทุนด้วยเงินเพียงเล็กน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมากกว่าที่ลงทุนหลายเท่า  หากตั้งใจที่จะร่ำรวยแล้วต้องเริ่มต้นศึกษาการลงทุนที่ง่ายๆ ก่อน และลองลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และ ผลตอบแทนที่ได้รับ

เมื่อเข้าใจวิธีการและผลตอบแทนที่ได้รับแล้ว ก็เริ่มลงทุนมากขึ้นตามลำดับเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

T.Harv Eker บอกไว้ว่า ถ้าลูกของคุณไม่สามารถถือไอศกรีมโคน 1 ลูกได้ ก็อย่าให้เค้าถือไอศกรีม 3 ลูกเด็ดขาด

การลงทุนก็เช่นกัน หากยังไม่สามารถบริหารเงินลงทุนก้อนเล็กได้ ให้เริ่มเรียนรู้ความเสี่ยงในแต่ละระดับให้เข้าใจก่อนและสร้างความชำนาญเพิ่มขึ้น

อย่าเพิ่งนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนทีเดียวหมดหรือหลงเชื่อว่าใครจะนำเงินของคุณไปสามารถเพิ่มมูลค่าให้มากมาย  เพราะมีตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นในการใช้กลโกงการลงทุนซึ่งทำให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก

กุญแจสำคัญคือ : อย่าโลภ และเริ่มลงทุนจากเล็กไปใหญ่

เรื่องที่ 4: เปลี่ยนวิธีคิดและทำให้เป็นแบบคนร่ำรวย

ถ้าคุณอยากเรียนเก่งคุณต้องรู้ว่าคนเรียนเก่ง “คิดและทำ” อย่างไร

ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องรู้ว่าคนรวย “คิดและทำ” อย่างไร

T.Harv Eker ใช้เวลาหลายปีในการศึกษาอย่างจริงจังถึง “วิธีคิด” และ “วิธีทำ” ที่คนรวยใช้ชีวิตและสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวย และสิ่งที่ค้นพบคือ

คนรวย มีวิธีคิดไม่เหมือนคนจน
คนรวย มีวิธีทำไม่เหมือนคนจน

สิ่งที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์เรื่องเงินได้อย่างรวดเร็ว คือ เปลี่ยนวิธีคิดทางการเงินก่อน
ถ้าอยากประสบความสำเร็จด้านใดให้ลองหาความรู้หรือหาต้นแบบวิธีคิดทางการเงินเพื่อศึกษาดูว่าคนเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้อย่างไร

วิธีคิดทางการเงินแบบคนรวย  =  ความรวย(ประสบความสำเร็จ)

วิธีคิดทางการเงินแบบคนจน  =  ความจน(ยังไม่ประสบความสำเร็จ)

ใช้เวลาสักพักลองทบทวน “ผลลัพธ์ทางการเงิน” ที่คุณมีในปัจจุบันว่าผลลัพธ์ที่คุณมีอยู่นั้นเป็นที่น่าพอใจหรือยัง

ถ้าผลลัพธ์ทางการเงินนั้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจ  นั่นอาจเป็นเพราะ “วิธีคิดทางการเงิน” ที่มีอยู่ไม่สนับสนุนให้คุณร่ำรวย

เปลี่ยน “คนอยากรวย” ให้กลายเป็น “คนรวย” ด้วยวิธีคิดใหม่

จนถึงตอนนี้ คุณคงรู้แล้วว่า “วิธีคิดทางการเงิน” นั้นสำคัญมากแค่ไหน ไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตคุณมีความมั่นคงและมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น แต่ยังส่งผลดีไปถึงคนรอบข้างของคุณอีกด้วย  

เพียงเริ่มศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเงิน การเก็บเงิน การลงทุน และที่สำคัญที่สุด คือ วิธีคิดทางการเงิน  คุณก็ได้เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางแห่งอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแน่นอน

ปล. หากคุณกำลังมองหาการตั้งเป้าหมายทางการเงินอย่างเป็นระบบพร้อมเรียนรู้เทคนิคการสร้างความสำเร็จทางชีวิตและการเงิน สัมมนา Millionaire Mind Intensive คือคำตอบของคุณ อัดแน่นด้วยความรู้ ประสบการณ์ และเคล็ดลับตลอด 3 วันที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการเงินของคุณไปตลอดกาล

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย

เผย 7 กลยุทธ์สร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุควิกฤตเศรษฐกิจ

เผย 7 กลยุทธ์สร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุควิกฤตเศรษฐกิจ

เผย 7 กลยุทธ์สร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุควิกฤตเศรษฐกิจ

13 มกราคม 2563 | เขียนโดย Pan Pho Team.

เมื่อการทำธุรกิจไม่เคยสร้างผลกำไรอย่างที่คุณตั้งใจไว้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

การทำธุรกิจเป็นเรื่องที่คนหลายคนนั้นต่างเบือนหน้าหนี เพราะด้วยความยุ่งยาก ไหนจะหาเงิน ลดค่าใช้จ่าย หาสินค้ามาขาย หรือแม้กระทั่งจัดการการทำงานของคนในองค์กร ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

ซึ่งนั่นเองทำให้หลายต่อหลายบริษัทนั้นพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจให้น้อยลงเพื่อทำให้ธุรกิจมีกำไร แต่ถึงอย่างนั้น มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่กลับมาทำร้ายธุรกิจของคุณอยู่ก็เป็นได้

คุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่าส่วนมากคุณมักจะเสียเวลาทั้งหมดไปกับความกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่าย ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน ค่านู้นค่านี้เต็มไปหมด รวมถึงหนี้สินต่างๆ ที่กู้ยืมมาลงทุน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณไม่มีเวลาคิดหาวิธีการสร้างรายรับและผลกำไร

ดังนั้น หากคุณอยากให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นเป็น 100 เท่า 1,000 เท่า คุณต้องปรับกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้า เพ่งความสนใจไปที่การสร้างผลกำไรและทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากคุณมัวแต่ลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจคุณ คุณจะพบว่าคุณกำลังทำการแช่แข็งธุรกิจของคุณไม่ให้โตอย่างที่คุณตั้งใจไว้

ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาสรุป 7 กลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และสร้างกระแสเงินสดได้อย่างเป็นระบบ

7 กลยุทธ์สร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

1. ริเริ่มความคิดใหม่ไม่เหมือนใคร

หากเปรียบธุรกิจเป็นต้นไม้ การสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จก็เหมือนผลลัพธ์ของการขยันรดน้ำพรวนดิน แต่ต้นไม้จะเติบโตได้ คุณต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ดก่อน ซึ่งเมล็ดพันธุ์นั้นคือ Idea หรือ ความคิด วิธีการที่คุณจะสร้างไอเดียใหม่ ๆ ได้

อาจเริ่มจากการมองสิ่งรอบตัวหรือสิ่งที่คนรอบข้างให้ความสนใจ พูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะเป็นที่ต้องการของตลาด หรือแม้กระทั่งการนำไอเดียที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ยกตัวอย่าง Brian Chesky และ Joe Gebbia เกิดไอเดียการหาเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกาปี 2008 โดยการเอาห้องของตัวเองมาปล่อยเช่าราคาถูกให้กับคนแปลกหน้าและกลายเป็น Airbnb ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทำเงินได้หลายบาทเลยทีเดียว

2. หาเหตุผลในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อคุณได้ไอเดียแล้วว่าอยากจะทำอะไร คุณต้องคิดต่อว่าจะทำธุรกิจนี้ไปเพื่ออะไร? เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแก้ไขปัญหา เหมือนอย่างที่ Katherine Krug เจ้าของธุรกิจ BetterBack เริ่มไอเดียธุรกิจจากอาการปวดหลังของเธอเมื่อต้องนั่งทำงานนาน ๆ

นอกจากนี้เธอยังคิดว่าธุรกิจ BetterBack สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับเธอแน่ๆ เพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนทรมานกับอาการปวดหลังเช่นเธอ ธุรกิจ BetterBack ของเธอจึงประสบความสำเร็จและกลายเป็นธุรกิจเงินล้านในที่สุด

3. ตั้งใจผลิตสินค้าให้ตรงตามมาตรฐาน

หลังจากคุณได้ทั้งไอเดียและเหตุผลในการทำธุรกิจแล้ว ‘Product’ หรือตัวสินค้า เป็นสิ่งที่คุณต้องเริ่มมองว่าจะให้ออกมาเป็นอย่างไร เช่น ลักษณะรูปร่าง โดยคิดถึงการออกแบบรูปลักษณ์ที่สวยงาม เพราะรูปลักษณ์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการตอบสนองแบบฉับพลัน

ส่งผลให้ลูกค้าตัดสินใจว่าสินค้านี้ดีหรือไม่ดี  ปลอดภัยหรือไม่  สวยหรือไม่สวย  ชอบหรือไม่ชอบ นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้สินค้าถูกผลิตออกมาได้ตรงตามมาตรฐานที่วางไว้

4. การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อธุรกิจของคุณเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือคิดวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าของคุณเข้าถึงตัวลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายของคุณ โดยคุณต้องรู้ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของสินค้าคุณคืออะไร

ยกตัวอย่าง เช่น จุดแข็งของสินค้าคุณ คือ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงมาก ใช้วัสดุอย่างดี จึงกลายเป็นข้อเสียเปรียบในด้านราคาที่แพงกว่าท้องตลาด เพราะกระบวนการผลิตที่ยากและทำให้ส่งผลต่อราคาสินค้านั่นเอง แล้วจะทำอย่างไรให้ลูกค้าซื้อสินค้าของคุณแทนเจ้าอื่น นั่นคือการยื่นข้อเสนอดีๆ ให้ลูกค้า

5. ยื่นข้อเสนอจูงใจลูกค้า

การจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อของคุณแทนเจ้าอื่น มาจากการยื่นข้อเสนอเพื่อจูงใจลูกค้า ไม่อย่างนั้นการสร้างธุรกิจของคุณจะเปล่าประโยชน์ ถ้าไม่สามารถขายสินค้าได้

ดังนั้นเมื่อคุณมีทุกอย่างพร้อมแล้ว  มาถึงขั้นตอนการขาย คุณต้องทำข้อเสนอการขายให้แก่ลูกค้า และในฐานะที่คุณเองก็เคยเป็นผู้บริโภคสินค้าอื่นมาก่อน

คงเข้าใจดีว่าเรื่องของ ‘ราคา’ เป็นเรื่องอ่อนไหวในการซื้อ-ขาย ดังนั้นเมื่อคุณมีการเสนอการขายควรใส่โปรโมชันเป็นทางเลือกแยกเป็นข้อๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายและตรงกับความต้องการที่สุด

รวมถึงการทำการตลาดที่ต้องเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณ เช่น โฆษณา Workshop และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้ลูกค้าเกิดแรงจูงใจและสนใจตัวสินค้าและซื้อสินค้าของคุณ

6. ปิดการขายกับลูกค้าให้สำเร็จ

ขั้นตอนของการปิดการขาย เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจก็ว่าได้ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะชักชวนให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือร่วมทำธุรกิจกับคุณ แต่จะปิดการขายได้ต่อเมื่อลูกค้าเกิดความสบายใจและไว้วางใจในการใช้สินค้า

ตัวอย่างเทคนิคการปิดการขายที่เป็นที่นิยม คือ การใช้วาทศิลป์ในการขาย พูดถึงประโยชน์ของตัวสินค้า ความจำเป็นและความสำคัญให้เชื่อมโยงกับตัวลูกค้า ผลตอบแทนที่เขาจะได้รับจากการร่วมธุรกิจหรือซื้อสินค้าของคุณ

7. ติดตามผลหลังการขายเพื่อประเมินความพึงพอใจ

การปิดการขายบางอย่างอาจใช้เวลามากกว่าปกติ หรือใช้เวลาหลายปีหลังจากการขาย ซึ่งต้องอาศัยการติดตามการขายเข้ามาช่วยกระตุ้นด้วย หรือถ้าคุณปิดการขายได้สำเร็จ

การติดตามผลหลังการขายเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่คุณต้องทำ อาจจะเป็นการโทรศัพท์หาลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ว่าลูกค้ามีความพึงพอใจในสินค้าของคุณมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปพัฒนาหรือปรับปรุงตัวสินค้าให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการสร้างสัมพันธ์อันดี เพื่อเสริมสร้างความพึงพอใจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าว่าธุรกิจของคุณจะให้การดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี

 

การสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่เคยเกิดขึ้นจากปาฏิหาริย์ แต่จะเกิดขึ้นแน่ๆ จากความพยายามของคุณ หากคุณลองปรับธุรกิจตาม 7 กลยุทธ์ของเราแล้ว การสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่คุณคิด และสามารถดึงดูดลูกค้าให้สนใจซื้อสินค้ากับคุณจนขยายกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นเป็น 100 เท่า 1,000 เท่า

ภารกิจของเราคือ ยกระดับชีวิตผู้คนด้วยความรู้คุณภาพ ผ่านประสบการณ์สัมมนาจากสุดยอดนักพูด เจ้าของธุรกิจ และนักสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้า เพื่อสร้างผลัพธ์ด้านธุรกิจ ชีวิต และการเงินให้แก่ผู้คน

- PAN PHO TEAM.

บริษัทสัมมนาความรู้เพื่อความสำเร็จอันดับ 1 ของไทย